Stop the habit of wishful thinking
and start the habit of thoughtful wishes.


Tuesday, May 11, 2004

เดินเล่นในสวนอังกฤษ ๒ (Englisher Garten)

จากเรื่องร้านอาหารไทยที่บ่นถึงไปคราวก่อน มีคนถามมาว่า: อาหารไทยที่นี่ถูกขนาดนี้เลยเหรอ ราคาแค่ ๑๐ บาทเอง โรงอาหารที่คณะฯยังขายจานละตั้ง ๒๐ บาทเลย คือเราต้องอธิบายก่อนว่า ร้านอาหารไทยที่นี่เกือบทุกร้านจะเล่นมุขที่ไม่ค่อยจะตลกโดยจะเรียกเงินออยเป็นเงินบาท เห็นไม๊ ไม่ตลกเลยจริงๆ ใครจะตลกเข้าไปลง เงินต่างกันตั้ง ๕๐ บาท คือข้าวผัดกระเพราะที่นี่จานละ ๕๐๐ บาทนั่นเอง รวมๆแล้วพวกค่าน้ำแก้วละ ๒๐๐บาท ติ๊บ(ทิป)อีก ๕๐ บาท ตกมื้อๆนึงก็อย่าที่เป็นๆกัน ประมาณ 15 € คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ ๗ ร้อยกว่าบาทได้ เหอ เหอ ร้านอาหารเยอรมันเองก็ราคาประมาณนี้แหละ อาจจะถูกกว่านิดหน่อย แต่ก็ขึ้นอยู่กับมาตรฐาน(ราคา)ของแต่ละร้านด้วย เพื่อนที่ไปทานข้าวเย็นที่ร้าน'ไทยด้วยกันวันนั้นก็บ่นๆเหมือนกัน "กินก๋วยเตี๋ยวที่เมืองไทย ชามละ ๓๕ ก็ว่าแพงแล้ว ชามละ ๕๐ แม่งโคตรแพงเลย.. กูคิดถูกหรือคิดผิดเนี่ยมากินก๋วยเตี๋ยวชามละ ๕๐๐" เราก็ได้แต่ "เหอ เหอ" แล้วก็บอกไปอย่างที่เล่นที่จริงว่า "-งก็นั่งเครื่องบินกลับไปกินที่เมืองไทยเลยล่ะกัน" อ่อ ประโยคหลังเนี่ยบอกในใจ

วันนี้ วันเสาร์ เป็นวันท่องเที่ยวของเราอีกแล้ว วันนี้เราวางแผนไปเดินเล่นที่อิงลิชการ์เด้นอีกครั้ง เป็นครั้งที่ ๒ อิงลิชการ์เด้นเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ติดอันดับต้นๆของยุโรปเลยที่เดียว การเดินทางของเราครั้งนี้ไม่ตะขลุกตะขลักเหมือนครั้งแรก มีวางแผนไว้ก่อนแล้วว่าจะเดินไปทางไหนอย่างไรบ้าง และเราเองก็ตรวจสอบเส้นทางการเดินเป็นอย่างดี เป็นอีกครั้งนึงที่เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาด.. วันนี้เราเดินทางจากบ้านโดยใช้อูบาห์น(U-Bahn = Underground = Subway = รถไฟ[ฟ้า]ใต้ดิน) จากบ้านเราไปถึงสถานีอูบาห์นก็ประมาณกิโลฯนึงนิดๆ ฟังดูอาจจะไกล แต่สำหรับฝรั่งที่นี่ ซึ่งเป็นพวกชอบเดินเป็นชีวิตแล้ว --เล็กๆ-- เราเองมาอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ฝรั่งก็ต้องปรับตัวให้ชิน เดินตะล๊อกต๊อกแต๊ก ชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ ซักพักก็ถึงสถานนีรถไฟ รอรถ ขึ้นรถ เปลี่ยนรถ แล้วก็ถึงปลายทาง อิงลิชการ์เด้น.. อิงลิชการ์เด้นในวันนี้ต่างกันวันแรกที่เรามามาก วันแรกกับวันนี้อุณหภูมิต่างกันราวยี่สิบกว่าๆองศาเซนฯ วันนี้อากาศดีปานกลางพระอาทิตย์อายเล็กน้อยมีแดดนิดหน่อย ก่อนออกจากบ้าน อุณหภูมิประมาณ ๒๑ องศาเซนฯ เดินไปในสวน สวนใหญ่มาก เดินไปจดเหนื่อยนั่งพักกันพักใหญ่ อ่อ ลืมบอกไป วันนี้เราไม่ได้มาคนเดียวเหมือนครั้งแรก วันนี้เรามากับพี่ยอด แรกๆพี่ยอดก็ฟิตดีหรอก แต่เดินไปได้ไม่กี่กิโลฯก็ลงไปนอนหมอบกระแตบนสนามหญ้าซะแล้ว (หวังว่าพี่ยอดคงไม่ได้เข้ามาอ่านนะครับ) อิงลิชการ์เด้นเป็นสวนขนาดใหญ่ที่สร้างมาอย่างเป็นระบบ คือถ้าใครได้ลองมาต่างประเทศจะรู้สึกว่าสวนสาธารณะของที่นี่จะต่างจากเมืองไทยมาก มีลำธาร น้ำใส มีฝูงเป็ด ต้นไม้ขนาดใหญ่ ทุ่งหญ้า พุ่มไม้ดอกไม้ สัตว์ตามธรรมชาติ และสัตว์ที่ถูกเลี้ยงอีกจำนวนหนึง ทั้งนี้แต่ละสวนก็ถูกจัดแตกต่างกัน ด้วยว่าอิงลิชการ์เด้นเป็นสวนที่มีขนาดใหญ่มาก ที่นี่จึงมีทุกอย่างครบครัน มีลานเบียร์ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเยอะขนาดที่เดินเข้าไปในบริเวณนั้นเราจะรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในป่าเลยทีเดียว มีน้ำตกจำลองที่มองยังไงก็เหมือนของจริง ลำธารที่นี่ไหลแรงมากแรงขนาดที่บางบริเวณมีวัยรุ่นมาเล่นเซิร์ฟ (Surf) กันเลยทีเดียว ดูๆแล้วก็อยากเล่นบ้างจัง อืม.. แต่คิดไปคิดมา เอาโรลเลอร์เบลดให้รอดก่อนดีกว่านะไอ้บอมบ์

เดินๆ พ้นบริเวณสวนฯแล้วก็ยังเดิน วันนี้เดินจากสวนฯผ่านทางตลาดสด (Viktualienmarkt) แล้วก็วนตัดผ่านทางจตุรัสคาร์ลสฺ (Karlsplatz) เราแวะร้านกล้องประมาณ ๒ ชั่วโมง เลือกขาตั้งกล้อง แต่บังเอิญว่าขาตั้งกล้องตัวที่เราอยากได้ไม่มีในสต๊อก ไม่เป็นไร สั่งเอาไว้ก่อนได้ ตอนหลังกลับมาบ้านนั่งคิดๆ ขาตั้งกล้องรวมหัวบอลอีกเป็นเงินไม่ใช้น้อยเลย แต่เงินก็ยังไม่หนักเท่าน้ำหนักโดยรวม น้องนางชุดขาตั้งกล้องเธอหนักประมาณ ๒.๘ กิโลฯ (๒.๓ สำหรับไตรพอต.. เดาออกไม๊ว่ารุ่นไหน ?) คิดไปคิดมาก็หนักไหล่ล่วงหน้า..

ออกจากร้านกล้องมุมตรงไปจตุรัสมาเรียนท์ (Marienplatz) ดูนาฬิกาเต้นระบำรอบ ๕ โมงเย็น (เป็นรอบที่ ๓) พอหุ่นเลิกเต้นเราก็ออกเดินต่อไปยังเป้าหมายสุดท้ายของวัน ร้านหนังสือ ฮูเก้นดูเบ้ลลฺ (Hugendubel) ระหว่างทางเจอกลุ่มศิลปินตามรายทาง มีทั้งกลุ่มที่เล่นดนตรีคลาสสิค กลุ่มเล่นดนตรีพื้นเมือง (ของที่ไหนก็ไม่ทราบได้) มีตาลุงเล่นดนตรีที่มีหน้าตาคล้ายเปียนโน แต่เราไม่กล้าเรียกได้เต็มปากว่าเปียนโน รูปครั้งนี้ก็ขอเอารูปลุงเค้าขึ้นด้วยเลย เห็นว่าอาวุ(ยุ)โสน่าจะมาที่สุดแล้ว วันนี้คนแถวๆมาเรียนท์พลัสซฺเยอะจริงๆ เจอกลุ่มคนไทย ๒ สามกลุ่ม ที่รู้ว่าเป็นคนไทยเพราะแอบได้ยินเค้าคุยกัน มีอยู่คนนึงน่ารักดี แต่รู้สึกว่าจะมีสามีมาคุม (ถึงไม่มีก็ไม่ต่างกันอยู่ดี กร๊ากก..) กลับมาที่ร้านฮูเก้นดูเบ้ลลฺต่อดีกว่า (ก่อนที่จะบ้ามากไปกว่านี้) ร้านนี้เป็นร้านโปรดเราเลย หนังสือทุกเล่มที่เราซื้อตั้งแต่มาอยู่ ก็ซื้อมาจากร้านนี้แหละ และทุกเล่มที่เป็นภาษาอังกฤษก็ซื้อมาจากสาขานี้ ฮอ (เราย่อชื่อร้านด้วยตัว H) สาขา คาร์ลสฺพรัสซฺ วันนี้เรามารับหนังสือที่สั่งไว้ เป็นหนังสือแปลจากภาษาอิตาเลี่ยนเป็นอังกฤษ เป็นหนังสือที่อธิบายเกี่ยวกับนรก โดยผู้แต่งเล่าเรื่องจากประสบการณ์เดินทางไปนรกของเค้า งานชิ้นนี้ประกอบขึ้นมาจาก (แตกออกเป็น) ๓ ภาค เนื้อหาแบ่งสวรรค์ออกเป็น ๑๐ ชั้นขึ้นไปในอวกาศ และแบ่งนรกเป็น ๙ ชั้นลงไปใต้ดิน งานเขียนชุดนี้แต่งโดยนักขียนสัญชาติภาษาต้นฉบับ (Italian) นาม ดันเต้ (Dante Alighieri) ชื่อ เดอะ ดิวีน คอมโมดี้ (The Divine Comedy) หรือชื่อในภาษาอิตาเลี่ยนว่า Commedia คาดว่าคงมีน้อยคนที่รู้จัก หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งไหนชุด Oxford World's Classics.. เราว่า สำหรับผู้แต่งนามว่า ดันเต้ ผลงานของเค้าได้รับความสนใจจากชนรุ่นหลังที่พูดจาด้วยภาษาอังกฤษมากกว่าชนผู้ใช้ภาษาอิตาเลี่ยนซะอีก มองใกล้ตัวนานวันก็จะมีฝรั่งรู้จักพระอภัยมณีมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนคนไทยที่รู้จักผลงานของกวีสุนทรภู่แท้จริงจะมีจำนวนน้อยลงทุกขณะ.. ไม่เอาๆ ไม่เริ่มต้นเริ่มเครียด.. กลับมาที่เรื่องหนังสือ ตอนนี้เราเองเริ่มประสบกับปัญหาเดิมที่เจอมาตอนอยู่ที่เมืองไทย ความเร็วในการบริโภคตัวอักษรของเราชักจะไม่สมดุลกับความเร็วในการซื้อตัวอักษรมาบริโภคซะแล้ว ตอนนี้มีนิยายที่ยังอ่านไม่จบ ๓ เล่ม แล้วก็หนังสือด้านคอมพิวเตอร์อีกหนึ่งเล่ม ชักอยากทำงานที่ได้อ่านหนังสือที่อยากอ่านทั้งวันจริงๆ ไปสมัครงานเป็นบรรณารักษ์ดีไม๊เนี่ยตรู ทุกวันนี้ก็กลับบ้านเร็ว แล้วก็ตื่นแต่เช้ามานั่งอ่านหนังสือ ไม่ได้วิ่งออกกำลังกายเลย (เอาหนังสือมาเป็นข้ออ้าง แหะ แหะ) เสร็จจากร้านหนังสือ กลับบ้าน มื้อเย็นวันนี้ทอดเลเบอร์เคเซออฺร์ (Leberkasë) กิน เจ้าเลเบอร์เคเซออฺร์นี่เป็นอาการประเภทไส้กรอกยักษ์เฉียนมาเป็นชิ้น ทานคู่กับสลัดที่มี เฟลดฺสลัด (Feldslat) เป็นพระเอก ผักชนิดนี้เอามาทำสลัดอร่อยมาก เป็นสลัดชามโปรดของเราเลย ได้ไวน์ Grenache Rose ของ Ernest & Julio Gallo จากแคลิปฟอเนียอีกขวดนึง สบายไป.. เอ๊ะ เราเริ่มเพ้อไม่เป็นเรื่องซะแล้วมั๊งเนี่ย.. วันนี้ดูหนัง ๒ เรื่อง ให้แง่คิดชีวิตดี แต่เราคิดว่า แง่คิดจากหนัง ๒ เรื่องนี้ เราเคยคิดมาก่อนแล้ว ยังไงก็ขอบคุณหนังทั้ง ๒ เรื่องที่เตือนเราเรื่องที่เคยคิดเอาไว้อีกครั้ง.. หนึ่งในหนัง ๒ เรื่องนั้นชื่อ "Life or someting like this" ตีหนึงครึ่งแล้ว ไวน์หมด พล่ามมานาน.. ไปนอนก่อนดีกว่า..

ขอบคุณใครบางคนที่ทำให้เราได้นอนหลับฝันดี.. บาย.. ราตรีสวัสดิ์ จากบันทึกของวันเสาร์ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๗

0 Comments:

Post a Comment

<< Home