Stop the habit of wishful thinking
and start the habit of thoughtful wishes.


Friday, February 27, 2004

กลอนเก่าๆสมัยยังเป็นนักเรียน

"การสอนของคุณครู"
สอนมากกูเบื่อ
สอนเหลือกูเกลียด
สอนละเอียดกูงง บอกตรงๆ
กูขี้เกียจเรียน


"การเรียน การสอบ การบ้าน"
เรียนไปก็ไร้ค่า ตายห่าก็ลืมหมด
สอบได้เป็นเรื่องตลก สอบตกเป็นเรื่องธรรมชาติ
การบ้านคือยาพิษ เสาร์-อาทิดคือสวรรค์
วันจันทร์คือนรก สมุดพกคือวันตาย


"อ่านหนังสือสอบ
ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง
ไม่อ่านหนังสือยัง สอบได้
กูอ่านแล้วไซร้ สอบตก
ฉะนั้นไซร้ อย่าอ่านแม่งเลย

Monday, February 23, 2004

เดินเล่นในสวนพาซซิ่ง (Parsing Stadt Park)

วันนี้(วันอาทิตย์)อยู่บ้านคนเดียว จัดการซํกทำความสะอาดที่นอน ไม่ได้ทำเองมาหลายปีแล้ว รู้สึกเหนื่อยเหมือนกัน วันนี้นอกจากทำความสะอาดที่นอนเสร็จแล้วก็จัดการซักผ้าอีกหนึ่งกอง(จาก ๒ กอง) กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาหมดแรงขนมปังไปเลย วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้านก็เป็นโอกาสของเราที่จะได้นั่งเหงาๆ ปล่อยตัวเองไปกับความคิด.. คิดไปคิดมาที่เค้าบอกกันว่า มาอยู่เมืองนอกมันลำบาก มันเหงา ตอนแรกก็ไม่ค่อยเชื่อ ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นอย่างนั้น ตอนนี้ชักเริ่มเข้าใจแล้ว

หยุดเสาร์อาทิตย์นี้ อากาศค่อนข้างดี สามารถเดินออกนอกบ้านได้ด้วยเสื้อกันหนาวธรรมดาแค่ตัวเดียว เมื่อวาน(วันเสาร์) ซึ่งเป็นวันที่เราตั้งใจไว้แล้วว่าจะออกไปถ่ายรูปที่สวนสาธารณะข้างๆที่ทำงานซะหน่อย (Parsing Stadt Park) แต่เหมือนเทวดาไม่ตั้งใจให้เราได้ทำสมดังตั้งใจหมาย ฟ้าวันนี้เหลืองมาก เที่ยงแล้วแต่เหลืองเหมือนตอนเย็นบ้านเรา รู้สึกเสียใจเล็กน้อย แต่ก็นี่แหละน๊าหน้าหนาวในมิวนิค อย่างไรก็ตาม เราไม่สนใจอะไรเพราะได้ตั้งใจไว้แล้ว ลากกล้องออกไปถ่ายสวนมันทั้งเหลืองๆนั่นแหละ ปรับแก้สีเอาเอง(แต่แก้น้อยไปหน่อยรูปเลยไม่ค่อยสวย) สวนสาธารณะเค้าใหญ่มาก เดินๆไม่ดีไม่ดูตาม้าตาเรืออาจจะหลงได้ เราพยายามเดินโดยยึดเอาคลองลำน้อยเป็นหลักด้วยคาดหวังว่าจะไปถ่ายรูปเป็ด(ไม่น้อย)ในคลองซะหน่อย เดินๆๆๆ เดินไปหลายกิโลแล้วก็ยังไม่เจอเป็นซะที เจอแต่หมา กับหมาที่ดูยังไงก็เป็นหมี น่ากลัวมาก หมาตัวที่ใหญ่ที่สุดที่เจอวันนี้ตัวใหญ่มาก ไม่รู้จะอธิบายความใหญ่ของมันยังไงดี ตัวเหมือนเซนต์เบอร์นาร์ดบ้านเรา แต่ขนมันจะฟูๆ เพิ่มความดูใหญ่ให้มันไปอีกระดับนึง ตัวสีดำสนิท หน้าตาไร้อารมณ์ เดินอย่างมาดมั่น ยิ่งตอนที่มันยืนบนขาหลัง แล้วเอาขาหน้าตะกุยเล็บกับต้นใหญ่ ดูยังไงก็น่าจะเป็นหมีมากกว่าหมา.. เสร็จธุระกับการพิจารณาหมาหมีแล้ว ก็เดินต่อ โดยยังยึดเอาคลองเป็นทีตั้งเหมือนเดิม จนไปเจอกับบึงใหญ่ วันนี้เป็ดทั้งหมดมาสามัคคีชุมนุมกันนี่เอง เห็นดังนั้นเราก็เลยยึดเอาบึงเป็นที่ตั้ง แล้วก็นั่งห้อยขาเอาเท้าเลียบน้ำ(แต่ไม่กล้าโดนน้ำ น้ำเย็นมาก) ถ่ายรูปไปได้ซํกพักก็มีหมาล่ามาไล่เป็ดเราไปซะนี่ แหม มันน่านัก แต่ไม่เป็นไรเป็ดมันก็ยังวนๆอยู่นั่นแหละ.. แต่เจ้าหมาก็ไม่ยอมละความพยายาม(สนุก)ของมัน ซํกพักมันเห็นคนต่างชาติก็เลยเปลี่ยนจุดสนใจ เหอ เหอ... มันวิ่งวนมาทางผมในทั้งใด พร้อมกันนั้นลิ้นของมันก็ตั้งเป้าหมายมาที่กล้องถ่ายรูปของผม เกือบไปแล้ว เหมือนกับว่ามันไม่อยากให้ผมถ่ายรูปงั้นแหละ.. โอเคๆ ผมละความสนใจจากการถ่ายรูป มาแสดงความเป็นมิตรกับเพื่อนใหม่แทน วันนี้เลยไม่ได้รูปเป็ดแต่ได้รูปเพื่อนหมาของผมมาแทน เจ้าของเพื่อนใหม่ผมน่ารักมาก ยังเอ๊าะๆอยู่เลย ฮี่ๆ.. เสร็จธุระกับเพื่อนใหม่แล้วก็ได้เวลาเข้าห้องน้ำพอดี หาห้องน้ำไม่เจอด้วย เลยรีบกลับที่ทำงานพร้อมๆกับมือที่แดงอักเสบเพราะความเย็น... แปลกดี คนเยอรมันเป็นพวกสูบบุหรี่จัด แต่ในสวนสาธารณะเค้าไม่มีก้นบุหรี่เลย หรือพูดได้อีกอย่างนึง เราไม่เห็นใครสูบบุหรี่ในสวนสาธารณะเลย..

Sunday, February 22, 2004

งาน Embedded World ที่ Nürnberg

วันพฤหัสที่ผ่านมาไปงาน Embedded World 2004 ที่เมือง Nürnberg ห่างจาก Munich ไปประมาณ ๒๐๐ กม. ในงานได้เห็นอะไรแปลกหลายอย่าง ซึ่งตอนอยู่เมืองไทยคงเห็นได้แค่ในนิตยสาร มาคิดไปว่า จริงๆแล้วเทคโนโลยี ที่เราใช้ๆกันอยู่เนี่ยมันเป็นของเมื่อสิบกว่าปีแล้ว อันนี้อาจจะไม่ใช่เฉพาะที่เมืองไทย ที่เยอรมันเองก็ไม่ได้ว่าจะได้ใช้เทคโนโลยีล่าสุดอะไรหรอก แต่หลายๆอย่างก็ใหม่กว่าเมืองไทย ถ้าผู้นำหลายๆคนบ้านเราเลิกคนโกง คนบ้านเราเลิกเอาเปรียบกัน คนทำงานขยันขันแข็ง อะไรๆในบ้านเราก็คงจะดีกว่านี้ แต่ก็อีกแหละ ถ้าบ้านเราก้าวเข้าสู่โลกเทคโนโลยี เราก็อาจจะเสียข้อดีหลายๆอย่างของเรา สิ่งนึงที่ผมเกรงว่าเราจะสูญเสียไปก็คือเรื่องของความเป็นมิตรความมีน้ำใจ ซึ่งเรื่องนี้คนฝรั่งเค้าเองก็ประทับใจมาก(ฝรั่งเค้าใช้คำว่า friendly)... เอ๊ะ ทำไมวันนี้เราดูเครียดๆจัง ไม่เอาๆ เปลี่ยนเรื่องดีกว่า... ในงานผมไปนั่งคุยกับซุ้ม WindRiver ด้วย ถือว่าเป็นซุ้มใหญ่อันดับต้นๆเลย (เบียดมากับ ซุ้ม Microsoft) เราเองเห็นน่าสนใจก็เลยไปนั่งคุยกับเค้ามาด้วย ได้คาปูฯฟรีมาแก้ว สบายไป ประหยัดค่ากาแฟไปอีก ๑ มื้อ หลังจากเดินๆๆๆจนทั่วงานแล้ว ก็ได้เวลากลับบ้าน(ที่ทำงาน)ซะที แต่แหมมาตั้งไกล ก็เลยไปเดินๆเล่นกลางเมืองเค้าซะหน่อย ที่นี่ก็เป็นอีกศูนย์บัญชาการที่สำคัญอีกแห่งนึงในสมัยของนาซี ได้เห็นกำแพงเมืองเก่า หอคอย ป้อมปืน.. คนเรานี่ยังไม่ทิ้งนิสัยชอบความรุนแรงป่าเถื่อนไปได้เลย.. เดินในเมืองครบหนึ่งรอบ(เล็ก)ก็ชั่วโมงนึงพอดี ได้ GARAM มาซองนึงที่นี่ขายอยู่ 3,10 € แพงเหี้ยๆแต่ก็ซื้อมาจนได้ด้วยความคิดถึงกลิ่นแปลกๆและรสชาติหวานๆ (การบอกตัวเลขที่เยอรมันจะใช้ , แทน . และใช้ . แทน ,) สำหรับมื้อเที่ยง(บ่าย)วันนี้ก็ยืนกินอีกตามเคย ไส้กรอกกับขนมปัง คล้ายกับ hotdog แต่เรียกว่าอะไรจำไม่ได้แล้ว.. กลับมาถึงรถ ใช้เวลาอีก ๒ ชั่วโมงสำหรับการเดินทางกลับ..

Monday, February 16, 2004

ไปเที่ยวในเมืองครั้งแรก

เมื่อวาน(วันเสาร์) ไปเที่ยวในเมืองกับพี่ยอด(พี่คนไทยที่อยู่--ทำงาน) ด้วยกัน เข้าไปในเมืองมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไปก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เดินๆๆๆ ไปเจอห้างฯ พี่เค้าบอกว่า "บอมบ์ห้างนี้น่ะขายของถูกมา อยากได้อะไรก็เดินเลือกดูได้" เราก็ไม่รีรอ เดินเข้าไปหาเสื้อผ้าในทันใด.. แม่ง... ทำไมของมันแพงจังวะ เสื้อยืดตัวสวยๆนี่ถึงขั้น ๑๐๐ บาท(Baht=Euro) เหอ เหอ แต่เราก็ใจดีสู้เสือ เดินโต๋เต๋ๆ เข้าซุ้มนี้ออกซุ้มนู้น สุดท้ายก็เลยได้เสื้อตัวที่ถูกที่สุดมา ๓ ตัว สบายใจ(กระเป๋าตังค์)ไป ได้เสื้อมาสามตัวแล้ว ก็ตั้งใจจะเดินเล่นข้างนอก ดูอะไรๆซักพักนึง แต่สภาพร่างกาย(ท้อง) ดันไม่เป็นใจ... ร้อยเวรออกตรวจกระทันหัน... เราก็เลยกลับหลังหันหนีเข้าไป สถานีรถไฟ... เหอ เหอ เคราะห์ซ้ำกรรมซ้อนชิบหาย เดินมาผิดทาง !!! ที่นี้ร้อยเวรก็ถึงขั้นเอาปืนมาจ่อคอหอยซะแล้ว.. หันซ้าย หันขวา เจอ McDonald's... ถ้าช้ากว่า นั้นอีก ๕ วินาทีมีเลอะแน่... (ขอไม่บรรยายเหตุการณ์ต่อไป) เรื่องคู่(อุจจาระ)นี่ไม่เข้าใครออกใคร แต่ถ้าได้เอาออกแล้วจะสบายอย่างบอกไม่ถูก หลังจากเสร็จภารกิจแล้ว ก็สามารถเดินเตร็ดเตร่ได้อย่างสบายใจจนบอกไม่ถูก เจอร้านหนังสือร้านนึง ใหญ่มาก มีทั้งหมด ๕ ชั้น มีหนังสือทุกเรื่องทุกแนว (อยากให้เมืองไทยมีอย่างนี้บ้างจัง) ชั้นบนเป็น coffee corner เล็กๆ ทุกๆชั้นมีที่ให้เรานั่งอ่านหนังสือ(ฟรี) แต่น่าเสียดายที่หนังสือกว่า ๙๙% เป็นภาษาเยอรมัน และน่าเสียดายกว่านั้นที่เราอ่านภาษาเยอรมันไม่ออก :P อยู่ที่นี่กลายเป็นคนไม่รู้หนังสือไปเลย.. หวังว่าาซักวันเราจะสามารถอ่านงานเขียนของ แฮร์มานน์ (Herrmann Hesse) ฉบับภาษาเยอรมันต้นตำรับรู้เรื่อง ยังไงก็ตามเราก็ได้หนังสือมาอ่านเล่นยามว่างเล่มนึง The Green Mile ของ Stephen King หลังจากได้หนังสือก็หมดแรงเราพอดี พระอาทิตย์ก็กลับบ้านไปนานแล้วด้วย เราก็เลยกลับบ้านตาม.. วันนี้มีแขกชาวญี่ปุ่นมาอาศัยด้วย ๒ คืน ขี้เมาชิบเลย ไม่เสียยี่ห้อ'ยุ่นเลยจริงๆ

Sunday, February 08, 2004

วันแรกของเวบไซต์

ใครจะรู้ เล่น Linux มาก็ตั้งนาน มาอยู่ที่นี่ไม่ได้เล่นเฉย ตอนนี้มานั่ง port OS อีกตัวลงบนบอร์ดของบริษัท ไม่ ได้ห่างกับงานเก่าๆที่เคยทำมาก็จริง แต่ตอนนี้แทบไม่ได้จับ Linux เลย มีก็ใช้ Linux ก็แค่ตอนเขียนโฮมเพ จปัญญาอ่อนมาให้อ่านนี่แหละ ตอนนี้นั่งเขียน BIOS อยู่... ตูละเบื่อแอสเซมบลีจริงๆ directives อะไรก็ไม่รู้เยอะแยะไปหมด แล้วไม่ใช่ว่าอันไหน ไม่สำคัญนะ เสือกต้องใช้มันหมดเลย... หัวจะระเบิดอยู่แล้วเหอ เหอ

To All My Friends, You can check my pictures of my life in Germany .Anyway, I also keep some pictures that I've took since I brought my camera Olympus 5060.(also my pictures before I got it)

เออ ชีวิตใครจะรู้ ใครจะเดา เพียงแค่ทำความเข้าใจยังยาก เพียงแค่นึกถึงก็ยังน่ากลัว เมื่อวัน ๒ วันมานี่ยัง นั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนๆอยู่ กรุงเทพฯ ดีๆนี่เอง ตอนนี้ต้องมานั่งดื่มเหล้าฟังฝรั่งเค้าคุยกัน(ไม่รู้เรื่อง) ๔ ห้าวันที่แล้วก็ ยังเข้าไปชวนๆน้องที่คณะฯเสียผู้เสียคนอยู่เลย... เหอะ เหอะ... ติดต่อกันมาบ้างนะ โทรไม่ได้ไม่เป็นไรอีแมวมาหา มาเล่า มาถามไถ่ทุกสุขกันบ้างนะ อยู่ทางนี้ไม่ได้อยู่คนเดียว แต่ก็ไม่สบายใจเหมือนอยู่บ้านหรอก เหงา... (อยู่มา แค่ ๓ อาทิตย์เอง..) แม่งใครไม่ติดต่อมา ขอให้... จู๊ด จู๊ด... เออ อีกอย่าง ระวังอย่าไปกินไก่ดิบล่ะ ตอนนี้เราเองก็ต้องทอดไข่ให้สุขเหมือนกัน ไม่อยากมาตายไกลบ้านไกล เมือง

Belowing is my contact information(in Germany):
Sirikhum, Noppadon MicroFuzzy GmbH.Planegger Str. 32 D-81241 Munich, Germany Tel. +49 89 179 79 02 15 email: noppadon at sirikhum dot com