Stop the habit of wishful thinking
and start the habit of thoughtful wishes.


Monday, March 29, 2004

ไปเที่ยวสเปน

และแล้ววีคเอ็นก็วนกลับมาอีกครัง หายไปซะนาน หมดเวลาที่สเปน ๑๐ วัน ๒ วีคเอ็นกับ ๑ วีคเดย์ กลับมาถึงมิวนิคก็มีงานกองรอให้สะสาง.. ในตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะเขียนเล่าเรื่องทัวร์สเปนเป็นวันๆ แต่เนื่องจากเวลามีจำกัดเลยต้องเปลี่ยนใจ และถ้าเราเป็นวันๆก็คงมีแต่เรื่องซ้ำๆ.. ไปเที่ยวคราวนี้ไปนานจริงๆ ออกจากมิวนิควันศุกร์ กลับมาถึงก็วันอาทิตย์ของอีกอาทิตย์นึงเลย วันที่เริ่มออกเดินทางเป็นวันหลังจากที่เกิดเหตุการณ์วางระเบิดที่มาดริดพอดี พวกเราเลยเปลี่ยนลบมาดริดออกจากแผนการเดินทางของเรา เราเดินทางออกจากเยอรมันผ่านทางฝรั่งเศสตอนล่าง ผ่านลียอง(Lyon) และเข้าไปทางด่านเล็กตอนใต้ของสเปนเช่นกัน พักคืนนึงที่ลียอง และอีกคืนที่บาเซโลน่า จากนั้นก็เดินทางต่อ ถึงวาเลนเซียวันอาทิตย์ ใช้เวลาเดินทางเที่ยวนี้ ๒ วัน ๒ คืน เราพักที่วาเลนเซียกันหลายวันเพราะช่วงนี้เป็นช่วงงานเทศกาลของวาเลนเซียพอดี ในเมืองครึกครื้นมาก ช่วงสัปดาห์เทศกาลต่อละกลุ่มคน(Community) จะร่วมกันทำตุ๊กตาจากโครงไม้และครอบด้วยเปลือกจากกระดาษพอดี ฟังดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ผลที่ออกมา วาเลนเซียเปลี่ยนสภาพเป็นพี่ๆดิสนีย์แลนด์เลยทีเดียว ทุกหัวมุมถนนมีตุ๊กตาที่ว่า และใกล้ๆกันนั้นก็จะมีเต๊นท์ของแต่ละกลุ่ม พวกเค้าจะมาสังสรรค์กันทุกๆเย็นๆ(คืน) ทุกเที่ยงคืนตลอดสัปดาห์เทศกาล เค้าจุดพลุกันชุดใหญ่ๆบริเวณแม่น้ำสายเก่า ทุกๆบ่าย ๒ โมงตลอดเดือนมีนาคมก็ยังมีพลุกลางวันกลางเมือง พลุกลางวันนี่เสียงดังมาก สงสัยจะเน้นแสงไม่ได้เลยเน้นเสียงแทน หลังจากจุดพลุ ท้องฟ้าจะมืดพกคลุมไปด้วยควันของพลุ มีเรื่องแปลกของวาเลนเซียเรื่องนึงคือ วาเลนเซียเคยมีแม่น้ำใหญ่ผ่ากลางเมือง ขนาดของแม่น้ำก็น้องๆพี่ๆแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเรา แต่ทุกวันนี้แม่น้ำนั้นแห้งขอดและถูกปรับสภาพเป็นสวนสาธารณะกลางเมืองขนาดยาวววววไปเรียบร้อยแล้วแล้ว ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าน้ำที่เคยมีมานั้นหายไปหากแต่เค้าขุดแม่น้ำขึ้นมาใหม่และปิดทางน้ำเก่าไป ที่เค้าทำอย่างนี้ก็เพราะในเมืองเคยเกิดน้ำท่วมใหญ่จากแม่น้ำที่ว่านี้ เค้าก็เลยเปลี่ยนทางน้ำอย่างที่ว่า ฟังแล้วก็แปลกๆดี ลองจินตนาการว่าแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเรากลายเป็นสวนสาธารณะ และมีแม่น้ำสายใหม่ตัดอ้อมเมืองไป คิดไม่ถึงเหมือนกันว่ากรุงเทพของเราจะเป็นอย่างไร.. แต่ไม่เป็นไร ช่วงนี้บ้านเราขาดแคลนน้ำ ไม่ต้องกลัวปัญหาน้ำท่วม(หรือเปล่า ?)

ที่วาเลนเซียมีสนามสู้วัว (Bull) ขนาดใหญ่แห่งนึง เราเองก็หาบัตรเข้าชมกับเค้าด้วย บัตรมีหลายราคามาจากถูก (ใกล้สุด) ไปจนถึงแพงสุด(ๆ)(ไกลมาก) เดาเอาว่าที่ตั๋วใกล้ราคาถูกกว่าชาวบ้านเค้าเพราะต้องหักค่าประกันชีวิตไปด้วย (ฮา) วันที่เราเข้าไปดูสู้วัวเป็นวันเดียวกับที่นายกฯคนใหม่ของสเปนมาร่วมชมกับเค้าด้วย เหอ เหอ ที่นั่งของนายกนี่ไกลมากๆ เราซื้อตั๋วระดับกลาง ราคาและความเสี่ยงก็ปานกลาง ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ แต่เห็นความโหดเหี้ยมได้ชัดเจน การสู้วัวจริงๆต่างกับในหนังที่เคยดู อาจจะเพราะครั้งนี้เราได้ดูตั้งแต่ต้นจนจบก็ได้กระมัง หลังจากปล่อยวัวเข้าไปก็จะล่อๆมันเล่นๆนิดหน่อย แล้วก็ให้อัศวินหลังม้าจิ้มหลังวัวด้วยหอก ๒ สามที สงสัยเพื่อตัดกำลัง จากนั้นก็จะให้คน(บ้า(บิ่น))ปักชนักบนหลังวัว ๓ คู่ ที่ละคู่ ตอนนี้คาดว่าวัวจะเริ่มหงุดหงิดกับชนักที่ปักบนหลัง และก็คงจะเริ่มอ่อนกำลังบ้างแล้ว เลือดจะแดงฉานตามรอยแผลชโลมหลังวัว จากตรงนี้ไปจะเป็นหน้าที่ของคนสู้วัวตัวจริง (Matador) มาทะดอร์จะล่อๆวัวไปเรื่อยๆซักพักเพื่ออวดศํกดา ความสามารถ และความบ้าบิ่นของตัวมาทะดอร์เอง จนถึงจุดๆนึง เค้าจะใช้ดาบปักที่จุดตายของวัว เมื่อวัวสิ้นใจแล้ว จะมีรถม้ามาลากศพออกไป เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีสู้วัว วนๆอย่างนี้ ๕ ตัว วัวตัวที่ตายแล้วก็จะถูกชำแหละทันที่(ในห้องชำแหละ) พร้อมๆกันกับที่เพื่อนตัวต่อไปของมันลงไปถูกเชือดในสนาม.. หลังจากหมดพิธีแล้ว เราเดินออกจากสนาม เค้าก็ลำเลืองวัวที่ถูกชำแหละแล้วขึ้นรถห้องเย็นพอดี.. โหดจริงๆ

พักอยู่ในวาเลนเซียได้ ๔ วัน ก็เริ่มออกเดินทางกลับ ในเที่ยวกลับ เราเดินทางขึ้นไปเยือนเมืองทางตอนเหนือของสเปน คืนแรกแวะพักที่โตเลโด้ (Toledo) อีกวันนึงก็ถึงทะเลตอนเหนือของสเปนพอดี ทะเลด้านเหนือติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ส่วนด้านใต้ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก น้ำทะเลต่างกัน สิ่งมีชีวิตก็ต่างกัน แต่เราเองไม่รู้ลึกขนาดที่จะอธิบายความต่างได้ ขอข้ามเรื่องนี้ไปละกัน.. เราแวะทานอาหารทะเลกับไวน์ท้องถิ่นกัน ไวน์ที่นี่ต้องรินสูงๆให้เกิดฟองและดื่มในทันที รสชาติไวน์แปลกดี เปรี้ยวๆซ่าส์ๆ เข้ากันได้พอเหมาะพอเจาะกับอาหารทะเล อร่อย.. พักที่นี่หนึงคืน รุ่งเช้าออกเดินทางกลับผ่านทางฝรั่งเศส พักที่ฝรั่งเศสหนึงคืน.. รุ่งเช้าที่ฝรั่งเศส ออกเดินทางผ่านสตุทการ์ทกลับมิวนิคโดยปลอดภัย..

อ่อเกือบลืม เราทำส่งรูปเข้าไปไว้ในแกลลอรี่เรียบร้อยแล้ว เข้าไปดูได้ ที่นี่ นะครับ

เดินเล่นในสวนอังกฤษ (Englisher Garten)

วันนี้เรามีแผนว่าจะไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะอิงลิช(Englisher Garten--English Garden) แต่เราตื่นสาย(เพราะเมาค้างจากคืนที่ผ่านมา) อย่างไรก็ตามเมื่อตั้งใจแล้วก็ตั้งทำให้ได้ หลังจากหม่ำมื้อเช้ามื้อใหญ่แล้วก็ออกเดินทาง.. จากที่พัก เราสามารถเดินทางโดยใช้ รถราง(Traum) รถไฟ(S-Bahn) หรือ รถไฟใต้ดิน(U-Bahn)ก็ได้ แต่เราชอบใช้รถรางเพราะว่าจากบ้านเราไปสถานนีรถรางใกล้นิดเดียว เราตั้งใจไว้ว่าจะนั่งรถรางไปต่อรถรางอีกสายซึ่งแผนการเดินทาง เราศึกษาจากแผนที่ที่ได้มาเมื่อคืนที่ร้านเหล้า (ที่นี่เค้าจะแจกแผนที่เดินรถมวลชนกันทั่วไปหมด คนส่วนใหญ่ก็มักจะใช้บริการกัน) ตามแผนในใจของเรา หลังจากลงรถรางสายแรก ก็เดินไปอีกนิดนึงก็จะเจอรถรางอีกสายนึง.. เราเดินหาป้ายรถรางสายที่ ๒ รอบบริเวณนั้น หา หา หา เดิน เดิน เดิน.. แฮ่กๆ เหนื่อยแล้ว.. ชั่วโมงนึงผ่านไป เราก็เจอจนได้.. แต่รถรางที่เราต้องการนั้นกลับกลายเป็นรถเมล์.. โอเค ไม่เป็นไรรถเมล์ก็รถเมล์.. แต่หลังจากรอๆไปซํกพัก ก็กลับมาอ่านป้ายแถวๆนั้น.. เอิ้ก อ๊ากกกก รถเมล์สายนี้เป็นสายที่วิ่งเฉพาะกลางคืน T_T ต้องกลับมาวางแผนใหม่(หรือจะกลับบ้าน?) มือก็เริ่มแข็งแล้วด้วย เราก็เลยหาร้านกาแฟในสถานนี U-Bahn ใกล้ๆ นั่งพักจิบกาแฟทำใจซักประเดี๋ยว เราถามคนในร้านว่าจะไป สวนฯ(ยังจำได้หรือเปล่าว่าเราจะไป English Garden) กว่าจะอธิบายกับเค้าได้รู้เรื่องเล่นเอาคอแห้งเลย(และกวา่เค้าจะอธิบายเรารู้เรื่องด้วย) เค้าบอกให้เรานั่งรถรางอีกสายย้อนไปต่อรถไฟใต้ดินเพื่อไปลงที่มหาวิทยาลัย(Univesität) ได้ความแล้วเราก็รีบทานกาแฟให้หมดแก้ว กล่าวขอบคุณเค้าแล้วก็ออกเดินทางต่อ

จนมาถึงที่มหา'ลัย ก็เกิดปัญหาอีกแล้ว จะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาดี ? เหอะ เหอะ หลงมาเยอะแล้ว จะคิดอะไรมากถ้าจะหลงอีก เราก็เลยเดินเลี้ยวซ้ายในทันใด ง่ำ ง่ำ เดินมาชั่วโมงนึงแล้วก็ไม่เจอสวนซะที ก็เลยเดินวนเป็นวงกลม ระหว่างทางได้เจอคนผิวขาวตัวเบ่อเริ่มกำลังทำท่าออกวิ่งอยู่หน้าตึก ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้ามีความหมายอย่างไร หรือว่าเป็นรูปปั้นของอะไร.. แต่รู้สึกแปลกๆดี ได้เจอกลุ่มตาลุงเล่นหมากรุกกันอยู่ ตัวหมากรุกที่นี่ใหญ่มากทำจากไม้ขอนขนาดรุ่นๆ หลังจากยืนเหล่ๆซักพักก็เลยแอบถ่ายรูปมาด้วย พอเค้าเห็นเราถ่ายรูปก็ทำท่าไม่พอใจแล้วก็ไล่เราไป.. รู้สึกเหมือนจะถูกด่าด้วย แต่ช่างเหอะ ฟังไม่รู้เรื่อง แถมได้รูปมาแล้วด้วย เอิ้ก เอิ้ก... หลังจากเดินวนไปวนมาอีก ครึ่งชั่วโมงก็เจอป้ายบอกทางไปสวนฯจนได้ เดินวนไปวนมาในสวน วันนี้ฝนตก กล้องก็เปียกแล้วด้วย เลยไม่ได้ถ่ายรูปที่สวนมา แต่ไม่เป็นไร เรายังอยู่ที่นี่อีกหลายปี รอวันแดดดีๆค่อยไปอีก.. คราวหน้าคงจะไม่หลงแบบนี้อีกนะ.. สวนฯเค้าใหญ่มาก เดินทั้งวันก็คงไม่รอบ ในสวนมีลานเบียร์อยู่กับเป็นกลุ่มๆ แต่ช่วงหน้าหนาวคนไม่ค่อยออกมาดื่มกันเท่าไหร่ รอให้ถึงหน้าร้อนเราจะมาลองใช้บริการร้านเบียร์แถวๆนี้บ้าง ในสวนมีรถม้าด้วย มีทางสำหรับรถม้าโดยเฉพาะ เดาว่าจะเอาไว้บริการแขกมีเงินกับเอาไว้ขนถังเบียร์ แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน วัยรุ่นที่นี่ก็มือบอนใช้ได้เหมือนกัน มีขีดเขียนทาสีไว้ตามสิ่งก่อนสร้างเต็มไปหมด ตั้งใจไว้ว่าจะหา Chinese Tower(Chinesischer Turm) ด้วย แต่สวนใหญ่มาก แถวมีมือ(ไม่)ดีมาทำให้แผนที่บอกทางในสวนใช้ไม่ได้ซะนี่ เราก็เลยไม่รู้ว่าจะไปหา Chinese Tower ได้จากที่ไหน หรือบางทีเราอาจจะไปถึงแล้วก็ได้แต่ไม่รู้ -_-" เอาเถอะ ช่างมัน เดินๆเล่นดูโลเกชั่นซํกพัก ถ้างวดหน้ามาใหม่จะได้ไม่พลาดอีก เดินในสวน ๒ สามชั่วโมงก็เดินกลับไปสถานี U-Bahn ขากลับแวะซื้อของที่ Marient Platz ด้วยนิดหน่อย ยังไม่หมดแรงซ่าส์ เลยเดินหาร้านอาหารไทยที่เคยมากินที่สถานีรถไฟหัวลำโพง(Hauptbahnhof) หาอยู่ครึ่งชั่วโมงไม่เจอก็เลยทำใจ กลับไปกินสเต็กตามเดิม ขากลับ.. มาถึงบ้านแล้ว.. ลืมกุญแจไว้ในบ้าน!!!! วันนี้มันวันอะไรกันเนี่ย หลงทางมาทั้งวันเหนื่อยๆดันเข้าบ้านไม่ได้อีก ต้องรอเพื่อนๆกลับมาก่อน แต่เรารออยู่ข้างนอกบ้านไม่ไหวแล้ว หิวมาก ก็เลยไปทานข้าวเย็นที่ร้านอาหารแถวๆบ้าน แล้วก็ ดื่มเบียร์นิดหน่อย ที่ร้านมีบริกร ๒ คน(ป้าคน วัยรุ่นคน) น้องคนที่เป็นบริกรยิ้มน่ารักดีแฮะ แต่คุยกันไม่รู้เรื่องเพราะเค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ นั่งดื่มไปซักพัก เจอตาลุงคนนึงก็เลยคุยๆกัน เค้าเคยมาเที่ยวเมืองไทยด้วย เค้าจำชื่อสถานที่ที่เป็นภาษาไทยไม่ได้เลย ยกเว้น กุงเทบ, พูเกด กับ เชียงไม อ่านี่อีก เค้าติดใจคำนี้มากเลย "นีหาว" ถามเราอยู่นั่นแหละว่าหมายถึงอะไร.. คุยกันตั้งนานกว่าจะเข้าใจ.. นี๋ห่าว - Wie geht - How are you ลุงแกอายุ ๖๓ แล้ว เกษียณแล้วแต่ยังซ่าส์อยู่เลย เค้าไปเมืองไทยครั้งสุดท้ายปี คศ 1961 นานมากแล้ว แต่มีโปรแกรมว่าจะไปอีกตอนปลายๆปีนี้ หมดเบียร์แก้วที่ ๔ ก็ห้าทุ่มกว่าแล้ว ร่ำลากันเสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เราไม่ได้ให้ที่อยู่ติดต่อกับเค้า แต่หวังว่าคงได้เจอกันอีกที่บาร์ของร้านนี้
กลับถึงบ้านกดออด มีคนมาแล้ว เย้ อาบน้ำนอน หลับอย่างรวดเร็วด้วยความเพลียผสมกับความเมา..

Saturday, March 06, 2004

ดิสโก้เธค 4004

คืนวันศุกร์ มีนัดกันกับรามิโร่ว่าจะไปเที่ยวดิสโก้ฯใกล้ๆบ้านชื่อ 4004 เป็นร้านที่ใหญ่มาก แบ่งเป็น ๔ ฮอลใหญ่ๆ เชื่อมเข้าด้วยกันที่โถงใหญ่ตรงกลาง ทางเข้านำเราไปสู่โถงกลางก่อน ในโถงกลางมีบาร์ขนาดใหญ่อยู่ ๒ บาร์ และยังมีที่นั่งกระจัดกระจายเต็มฮอลไปหมด เราสามารถนั่งเครื่องดื่มแล้วก็นั่งดื่มที่บาร์หรือจะไปดื่มที่อื่นก็ได้ แต่ละฮอลจะเปิดเพลงต่างๆกันออกไปเราสามารถเลือกฮอลที่เราชอบ มีฮอลวิตรถาร เปิดเพลงประหลาดๆ ฮอลที่เปิดเพลงเร็วแต่สามารถร้องตามได้ อีกฮอลก็เปิดเพลงเร็วแบบฟังไม่รู้เรื่อง และฮอลสุดท้ายจะเปิดเพลงเร็วสมัยคุณปู่ยังหนุ่มอยู่ สำหรับเราชอบนั่งดื่มอยู่ตรงบาร์มากกว่า เพราะในฮอลเสียงดังและแออัดมาก คืนนี้เราก็เลยนั่งดื่มที่บาร์ เราดื่มวิสกี้ ๓ แก้ว ว้อดก้ากับน้ำแข็ง ๑ แก้ว รามาซอสทิ(เหล้าเยอรมัน) ๑ ช็อด ไวน์แดง ๑ แก้ว แล้วก็เบียร์อีก ๓ ขวด.. ปริมาณเหล้าไม่เยอะมาก แต่ความหลากหลายรวมมิตรน้ำกระทิสังขยากับเวลาอีกห้าชั่วโมงเล่นเอาเมาได้ที่ แถมด้วยอาการเมาค้างในรุ่งขึ้นด้วย วันนี้ตอนที่เข้ามาในร้านรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะวันนี้เป็นวันพระใหญ่ แถมหน้าร้านก็เอารูปปั้นสิทธัทถะ มาตั้งหน้าร้านอีก เฮ้อ.. นั่งคุยกับเพื่อนหลายอย่างรวมทั้งเรื่องนี้ด้วย เพื่อนเราเป็นคนสเปน เค้าใช้เวลาอยู่ในเมืองไทยทำโทฯที่เอไอทีอยู่ ๒ ปี เค้าบอกว่าตอนแรกที่ไปถึงเมืองไทยเค้าคาดหวังมากกว่าคนไทยจะดีมาก(nice) แต่พอเค้าไป ทุกคนคาดหวังเงินจะทำอะไรใช้อะไรก็คิดเงิน เค้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นรู้สึกไม่ดีกับเมืองไทย.. แล้วเค้าก็คิดได้ว่าชีวิตจริงใครๆก็ต้องใช้เงินเพื่อดำรงชีวิต เวลาผ่านไปเค้าก็เริ่มมีเพื่อนคนไทยมากขึ้น เริ่มรู้จักเมืองไทย วิถีของคนไทยมากขึ้น สุดท้ายเค้าก็เปลี่ยนความคิดอีกครั้ง สำหรับเค้าเวลา ๒ ปีที่อยู่เมืองไทยเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด

ของเค้า คนไทยเมืองไทยดีมากๆ(very nice) เราคุยกันหลายเรื่องมาก บางเรื่องก็จำรายละเอียดได้แม่นบางเรื่องก็ทิ้งไว้แต่ความรู้สึกของเรื่องที่คุย คุยกับไปคุยกันมาตี ๔ แล้ว เมาได้ที่ เดินโต๋เต๋ เซไปเซมากลับบ้านกัน ๒ คน วันนี้เมามาก.. ขอไม่อาบน้ำดีกว่า.. คืนนี้หลับอย่างรวดเร็ว...

Thursday, March 04, 2004

ปัญหา(เรา)โง่ๆกับธนาคาร

กู้ดเท่น อาเบ่น-- สายัณห์สวัสดิ์,วันนี้(วันพุธ) เรากลับบ้านเร็วกว่าปกติ(ของเรา) ห้าโมงเย็นครึ่งก็ออกจากที่ทำงานแล้ว ที่(หนี)ออกมาเร็วเพราะตั้งใจไว้ว่าจะไปซื้ออะไรนิดหน่อย ถ้าไปช้าร้านก็จะปิดไปซะก่อน หลังจากซื้อของเสร็จก็แวะไปธนาคารเพื่อจะทำธุรกรรมทางการเงิน นั่นคือ.. เปลี่ยนรหัสบัตรเอทีเอ็ม กับเช็คเงินเดือน ตู้เอทีเอ็มที่นี่เป็นภาษาเยอรมันล้วน ก่อนที่จะมาที่ตู้เอทีเอ็มก็ได้ถามเพื่อนๆที่ทำงานแล้ว เค้าบอกให้กดปุ่มมุมบนขวาปุ่มที่ ๒ เพื่อเปลี่ยนรหัสฯ เราก็ทำตามแล้ว แต่ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่เลย T_T เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้ ไม่สามารถเปลี่ยนรหัสฯ แล้วก็ไม่สามารถกดเงินได้ กดเงินไม่ได้ก็ไม่มีเงินใช้ แง้ แง้ แย่เลย วันพรุ่งนี้คงต้องมาปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่นี่ซะแล้ว เฮ้อ.. เจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาอังกฤษได้ก็มีแค่คนเดียวซะด้วย ถ้าอยากใช้ภาษาอังกฤษก็ต้องนัดไว้ก่อน ไม่งั้นก็ใช้ภาษามือแทน เหอะ เหอะ ชีวิต.. บัดฯ จริงๆเลย ภาษาเยอรมันก็อ่านไม่ออก อ่านออกอย่างเดียวว่า ดายฟอล..(ผิดมา ๓ รอบ) ธนาคารที่นี่ก็โนอิงลิชอีก อยู่บ้านเรา หาตู้เอทีเอ็มที่ไม่มีภาษาอังกฤษแทบไม่เจอ.. วันนี้กลับบ้านด้วยอารมณ์เซ็งนิดหน่อย

วันนี้มื้อเย็นอบไก่ทานกับ เฟร้นฟราย แล้วก็มีผัดสดกับผักดอง ปกติเราไม่ค่อยทำอาหารอบทานตอนเย็น เพราะใช้เวลาทำมากกว่า แล้วเราก็ต้องหิ้วท้องรอนานไปด้วย แต่นานๆทีคงไม่เป็นไรมั๊ง มื้อเย็นวันนี้อิ่มมาก สบายท้องไม่สบายใจ คิดถึงใครบางคน ล้างจาน อาบน้ำ นอนดีกว่า... ฟี้... อ๊ากกกก ลืมแปรงฟัน... แปรงฟัน สวดมนต์ นอนฝันร้าย.. ฟี้ ฟี้

ขอให้คนดีมีความสุข...
บอมบ์

Monday, March 01, 2004

อาทิตย์ที่แสนเรียบง่าย

อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ ไม่มีอะไรพิเศษเลย ออกจากบ้านมาที่ทำงานทุกวันๆ หิมะเกาะหนาทั่วไปหมด เริ่มชินกับการปั่นจักรยานฝ่าลมหิมะมาทำงานซะแล้ว แต่กว่าจะถึงที่หมาย ก็เล่นเอาหน้าชาทุกครั้งไป อาทิตย์นี้งานของเราถึงขั้นที่สามารถให้คนอื่นตรวจสอบได้บ้างแล้ว(หลังจากก้มหน้าก้มตาทำมาเดือนนึงเต็มๆ) ขอไม่พูดถึงเรื่องงานดีกว่า ถ้าใครสงสัยอยากรู้จริงๆก็เมล์มาถามละกัน

วันเสาร์อาทิตย์นี้ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย มาออฟฟิสเพื่อมาเขียนสคริปต์โฮมเพจ แล้วก็มาจัดระเบียบข้อมูลในเครื่องของเรานิดหน่อย ที่ไม่ไปไหนเนี่ยเพราะอากาศข้างนอกไม่เป็นใจ ไปเที่ยวก็ไม่สนุก รอให้ถึงหน้าร้อนก่อนเถอะ มิวนิค... เมื่อวาน วันเสาร์ หลังจากจัดข้อมูลเรียบร้อยก็นั่งอ่านเวบเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเมืองไทย รู้สึกเมืองไทยเราน่าเที่ยวจัง กลับไปเมืองไทยคงได้ออกเที่ยวต่างจังหวัดทุกอาทิตย์แน่เลย.. คิดถึงเมืองไทยจัง.. สงสัยเมื่อวานเราจะดูเวบเที่ยวมากไปหน่อย ตอนกลางคืนเลยเก็บมาฝัน ในฝันเราไปเที่ยวเดินป่ากับเพื่อนรุ่นน้องคนนึง.. ฮั่นแน่!! สงสัยล่ะซิ ว่า ญ. หรือ ช. บอกได้อย่างนึง มีสาวๆมาชอบน้องเค้าเยอะมาก(แต่น้องเค้ากระซิบบอกเรามาว่าตัวเค้าเป็นผู้หญิงแฮะ) เอิ้ก... ในฝันเป็นเที่ยวที่สนุกมาก เราเดินลุยป่า(เข้าใจว่าเป็นภูกระดึงสมัยที่คนไม่เยอะ) พวกเราไปกางเต้นท์ที่ริมผา(ชีวิตจริงเราไม่ทำอย่างนั้น เพราะกลัวดิ้นตกผา) เรานั่งชมดาว แล้วก็คุยกันเรื่องอนาคต ความฝัน ความรู้สึก(คลับคล้ายคลับคลาว่าคุยเรื่องนั้น) ความฝันเมื่อคืนเป็นฝันที่เหมือนจริงมาก ตื่นมาก็มึนๆงงๆว่าตัวเองอยู่ทีไหน.. มองไปนอกหน้าต่างเห็นหิมะทั่วไปหมด ก็.. ก็ล้างหน้าแปรงฟัน วันนี้แวะซื้อขนมปังไส้สับปะรด อร่อยจัง ตอนอยู่เมืองไทย มื้อเช้าเป็นมื้อใหญ่ของเรา แต่มาอยู่ที่นี่มื้อเช้ามีแค่กาแฟแก้ว น้ำผลไม้แก้ว กับขนมปังหนึ่งก้อน.. แต่ไม่เป็นไรเราชินแล้ว

ตอนที่พิมพ์อยู่นี่ เราก็ดู สี่แผ่นดินไปด้วย โชคดีจังที่มีอินเทอร์เน็ต อิอิ.. ตอนนี้ลูก ๒ คนของคุณพลอยไปเรียนอังกฤษกับฝรั่งเศส... เราเป็นคนดูคุณพลอยก็มาทำงานเยอรมัน อิอิ คุณพลอยเริ่มไว้ผมยาวแล้ว เราเองก็ตั้งใจไว้ผมยาวเหมือนกัน (แต่ไม่ได้ตามคุณพลอยนะ :P ) ที่ไว้ผมยาวเพราะค่าตัดผมที่นี่ค่อยข้างแพง และถ้าผมยาวๆก็ดี จะได้ไม่หนาวกบาล กลับไปเมืองไทยเมื่อไหร่ จะตัดผมให้สั้นซะเลย มีคนทำสนธิสัญญาไว้ผมยาวแข่งกับเราด้วย.. (น้อง น. ถ้าอ่านอยู่: เดี๋ญวกลับเมืองไทยไปตัดผมกันนะ) แต่มาคิดๆ ถ้าเราผมยาว แต่หน้าผากล้านนิดๆ เหอ เหอ ท่าทางจะน่าเกลียดไม่หยอก ไม่นึกถึงดีกว่า 'หยองแฮะ