ไปเที่ยวสเปน
และแล้ววีคเอ็นก็วนกลับมาอีกครัง หายไปซะนาน หมดเวลาที่สเปน ๑๐ วัน ๒ วีคเอ็นกับ ๑ วีคเดย์ กลับมาถึงมิวนิคก็มีงานกองรอให้สะสาง.. ในตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะเขียนเล่าเรื่องทัวร์สเปนเป็นวันๆ แต่เนื่องจากเวลามีจำกัดเลยต้องเปลี่ยนใจ และถ้าเราเป็นวันๆก็คงมีแต่เรื่องซ้ำๆ.. ไปเที่ยวคราวนี้ไปนานจริงๆ ออกจากมิวนิควันศุกร์ กลับมาถึงก็วันอาทิตย์ของอีกอาทิตย์นึงเลย วันที่เริ่มออกเดินทางเป็นวันหลังจากที่เกิดเหตุการณ์วางระเบิดที่มาดริดพอดี พวกเราเลยเปลี่ยนลบมาดริดออกจากแผนการเดินทางของเรา เราเดินทางออกจากเยอรมันผ่านทางฝรั่งเศสตอนล่าง ผ่านลียอง(Lyon) และเข้าไปทางด่านเล็กตอนใต้ของสเปนเช่นกัน พักคืนนึงที่ลียอง และอีกคืนที่บาเซโลน่า จากนั้นก็เดินทางต่อ ถึงวาเลนเซียวันอาทิตย์ ใช้เวลาเดินทางเที่ยวนี้ ๒ วัน ๒ คืน เราพักที่วาเลนเซียกันหลายวันเพราะช่วงนี้เป็นช่วงงานเทศกาลของวาเลนเซียพอดี ในเมืองครึกครื้นมาก ช่วงสัปดาห์เทศกาลต่อละกลุ่มคน(Community) จะร่วมกันทำตุ๊กตาจากโครงไม้และครอบด้วยเปลือกจากกระดาษพอดี ฟังดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ผลที่ออกมา วาเลนเซียเปลี่ยนสภาพเป็นพี่ๆดิสนีย์แลนด์เลยทีเดียว ทุกหัวมุมถนนมีตุ๊กตาที่ว่า และใกล้ๆกันนั้นก็จะมีเต๊นท์ของแต่ละกลุ่ม พวกเค้าจะมาสังสรรค์กันทุกๆเย็นๆ(คืน) ทุกเที่ยงคืนตลอดสัปดาห์เทศกาล เค้าจุดพลุกันชุดใหญ่ๆบริเวณแม่น้ำสายเก่า ทุกๆบ่าย ๒ โมงตลอดเดือนมีนาคมก็ยังมีพลุกลางวันกลางเมือง พลุกลางวันนี่เสียงดังมาก สงสัยจะเน้นแสงไม่ได้เลยเน้นเสียงแทน หลังจากจุดพลุ ท้องฟ้าจะมืดพกคลุมไปด้วยควันของพลุ มีเรื่องแปลกของวาเลนเซียเรื่องนึงคือ วาเลนเซียเคยมีแม่น้ำใหญ่ผ่ากลางเมือง ขนาดของแม่น้ำก็น้องๆพี่ๆแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเรา แต่ทุกวันนี้แม่น้ำนั้นแห้งขอดและถูกปรับสภาพเป็นสวนสาธารณะกลางเมืองขนาดยาวววววไปเรียบร้อยแล้วแล้ว ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าน้ำที่เคยมีมานั้นหายไปหากแต่เค้าขุดแม่น้ำขึ้นมาใหม่และปิดทางน้ำเก่าไป ที่เค้าทำอย่างนี้ก็เพราะในเมืองเคยเกิดน้ำท่วมใหญ่จากแม่น้ำที่ว่านี้ เค้าก็เลยเปลี่ยนทางน้ำอย่างที่ว่า ฟังแล้วก็แปลกๆดี ลองจินตนาการว่าแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเรากลายเป็นสวนสาธารณะ และมีแม่น้ำสายใหม่ตัดอ้อมเมืองไป คิดไม่ถึงเหมือนกันว่ากรุงเทพของเราจะเป็นอย่างไร.. แต่ไม่เป็นไร ช่วงนี้บ้านเราขาดแคลนน้ำ ไม่ต้องกลัวปัญหาน้ำท่วม(หรือเปล่า ?)
ที่วาเลนเซียมีสนามสู้วัว (Bull) ขนาดใหญ่แห่งนึง เราเองก็หาบัตรเข้าชมกับเค้าด้วย บัตรมีหลายราคามาจากถูก (ใกล้สุด) ไปจนถึงแพงสุด(ๆ)(ไกลมาก) เดาเอาว่าที่ตั๋วใกล้ราคาถูกกว่าชาวบ้านเค้าเพราะต้องหักค่าประกันชีวิตไปด้วย (ฮา) วันที่เราเข้าไปดูสู้วัวเป็นวันเดียวกับที่นายกฯคนใหม่ของสเปนมาร่วมชมกับเค้าด้วย เหอ เหอ ที่นั่งของนายกนี่ไกลมากๆ เราซื้อตั๋วระดับกลาง ราคาและความเสี่ยงก็ปานกลาง ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ แต่เห็นความโหดเหี้ยมได้ชัดเจน การสู้วัวจริงๆต่างกับในหนังที่เคยดู อาจจะเพราะครั้งนี้เราได้ดูตั้งแต่ต้นจนจบก็ได้กระมัง หลังจากปล่อยวัวเข้าไปก็จะล่อๆมันเล่นๆนิดหน่อย แล้วก็ให้อัศวินหลังม้าจิ้มหลังวัวด้วยหอก ๒ สามที สงสัยเพื่อตัดกำลัง จากนั้นก็จะให้คน(บ้า(บิ่น))ปักชนักบนหลังวัว ๓ คู่ ที่ละคู่ ตอนนี้คาดว่าวัวจะเริ่มหงุดหงิดกับชนักที่ปักบนหลัง และก็คงจะเริ่มอ่อนกำลังบ้างแล้ว เลือดจะแดงฉานตามรอยแผลชโลมหลังวัว จากตรงนี้ไปจะเป็นหน้าที่ของคนสู้วัวตัวจริง (Matador) มาทะดอร์จะล่อๆวัวไปเรื่อยๆซักพักเพื่ออวดศํกดา ความสามารถ และความบ้าบิ่นของตัวมาทะดอร์เอง จนถึงจุดๆนึง เค้าจะใช้ดาบปักที่จุดตายของวัว เมื่อวัวสิ้นใจแล้ว จะมีรถม้ามาลากศพออกไป เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีสู้วัว วนๆอย่างนี้ ๕ ตัว วัวตัวที่ตายแล้วก็จะถูกชำแหละทันที่(ในห้องชำแหละ) พร้อมๆกันกับที่เพื่อนตัวต่อไปของมันลงไปถูกเชือดในสนาม.. หลังจากหมดพิธีแล้ว เราเดินออกจากสนาม เค้าก็ลำเลืองวัวที่ถูกชำแหละแล้วขึ้นรถห้องเย็นพอดี.. โหดจริงๆ
พักอยู่ในวาเลนเซียได้ ๔ วัน ก็เริ่มออกเดินทางกลับ ในเที่ยวกลับ เราเดินทางขึ้นไปเยือนเมืองทางตอนเหนือของสเปน คืนแรกแวะพักที่โตเลโด้ (Toledo) อีกวันนึงก็ถึงทะเลตอนเหนือของสเปนพอดี ทะเลด้านเหนือติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ส่วนด้านใต้ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก น้ำทะเลต่างกัน สิ่งมีชีวิตก็ต่างกัน แต่เราเองไม่รู้ลึกขนาดที่จะอธิบายความต่างได้ ขอข้ามเรื่องนี้ไปละกัน.. เราแวะทานอาหารทะเลกับไวน์ท้องถิ่นกัน ไวน์ที่นี่ต้องรินสูงๆให้เกิดฟองและดื่มในทันที รสชาติไวน์แปลกดี เปรี้ยวๆซ่าส์ๆ เข้ากันได้พอเหมาะพอเจาะกับอาหารทะเล อร่อย.. พักที่นี่หนึงคืน รุ่งเช้าออกเดินทางกลับผ่านทางฝรั่งเศส พักที่ฝรั่งเศสหนึงคืน.. รุ่งเช้าที่ฝรั่งเศส ออกเดินทางผ่านสตุทการ์ทกลับมิวนิคโดยปลอดภัย..
อ่อเกือบลืม เราทำส่งรูปเข้าไปไว้ในแกลลอรี่เรียบร้อยแล้ว เข้าไปดูได้ ที่นี่ นะครับ

วันนี้เรามีแผนว่าจะไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะอิงลิช(Englisher Garten--English Garden) แต่เราตื่นสาย(เพราะเมาค้างจากคืนที่ผ่านมา) อย่างไรก็ตามเมื่อตั้งใจแล้วก็ตั้งทำให้ได้ หลังจากหม่ำมื้อเช้ามื้อใหญ่แล้วก็ออกเดินทาง.. จากที่พัก เราสามารถเดินทางโดยใช้ รถราง(Traum) รถไฟ(S-Bahn) หรือ รถไฟใต้ดิน(U-Bahn)ก็ได้ แต่เราชอบใช้รถรางเพราะว่าจากบ้านเราไปสถานนีรถรางใกล้นิดเดียว เราตั้งใจไว้ว่าจะนั่งรถรางไปต่อรถรางอีกสายซึ่งแผนการเดินทาง เราศึกษาจากแผนที่ที่ได้มาเมื่อคืนที่ร้านเหล้า (ที่นี่เค้าจะแจกแผนที่เดินรถมวลชนกันทั่วไปหมด คนส่วนใหญ่ก็มักจะใช้บริการกัน) ตามแผนในใจของเรา หลังจากลงรถรางสายแรก ก็เดินไปอีกนิดนึงก็จะเจอรถรางอีกสายนึง.. เราเดินหาป้ายรถรางสายที่ ๒ รอบบริเวณนั้น หา หา หา เดิน เดิน เดิน.. แฮ่กๆ เหนื่อยแล้ว.. ชั่วโมงนึงผ่านไป เราก็เจอจนได้.. แต่รถรางที่เราต้องการนั้นกลับกลายเป็นรถเมล์.. โอเค ไม่เป็นไรรถเมล์ก็รถเมล์.. แต่หลังจากรอๆไปซํกพัก ก็กลับมาอ่านป้ายแถวๆนั้น.. เอิ้ก อ๊ากกกก รถเมล์สายนี้เป็นสายที่วิ่งเฉพาะกลางคืน T_T ต้องกลับมาวางแผนใหม่(หรือจะกลับบ้าน?) มือก็เริ่มแข็งแล้วด้วย เราก็เลยหาร้านกาแฟในสถานนี U-Bahn ใกล้ๆ นั่งพักจิบกาแฟทำใจซักประเดี๋ยว เราถามคนในร้านว่าจะไป สวนฯ(ยังจำได้หรือเปล่าว่าเราจะไป English Garden) กว่าจะอธิบายกับเค้าได้รู้เรื่องเล่นเอาคอแห้งเลย(และกวา่เค้าจะอธิบายเรารู้เรื่องด้วย) เค้าบอกให้เรานั่งรถรางอีกสายย้อนไปต่อรถไฟใต้ดินเพื่อไปลงที่มหาวิทยาลัย(Univesität) ได้ความแล้วเราก็รีบทานกาแฟให้หมดแก้ว กล่าวขอบคุณเค้าแล้วก็ออกเดินทางต่อ
ได้เจอกลุ่มตาลุงเล่นหมากรุกกันอยู่ ตัวหมากรุกที่นี่ใหญ่มากทำจากไม้ขอนขนาดรุ่นๆ หลังจากยืนเหล่ๆซักพักก็เลยแอบถ่ายรูปมาด้วย พอเค้าเห็นเราถ่ายรูปก็ทำท่าไม่พอใจแล้วก็ไล่เราไป.. รู้สึกเหมือนจะถูกด่าด้วย แต่ช่างเหอะ ฟังไม่รู้เรื่อง แถมได้รูปมาแล้วด้วย เอิ้ก เอิ้ก... หลังจากเดินวนไปวนมาอีก ครึ่งชั่วโมงก็เจอป้ายบอกทางไปสวนฯจนได้ เดินวนไปวนมาในสวน วันนี้ฝนตก กล้องก็เปียกแล้วด้วย เลยไม่ได้ถ่ายรูปที่สวนมา แต่ไม่เป็นไร เรายังอยู่ที่นี่อีกหลายปี รอวันแดดดีๆค่อยไปอีก.. คราวหน้าคงจะไม่หลงแบบนี้อีกนะ.. สวนฯเค้าใหญ่มาก เดินทั้งวันก็คงไม่รอบ ในสวนมีลานเบียร์อยู่กับเป็นกลุ่มๆ แต่ช่วงหน้าหนาวคนไม่ค่อยออกมาดื่มกันเท่าไหร่ รอให้ถึงหน้าร้อนเราจะมาลองใช้บริการร้านเบียร์แถวๆนี้บ้าง ในสวนมีรถม้าด้วย มีทางสำหรับรถม้าโดยเฉพาะ เดาว่าจะเอาไว้บริการแขกมีเงินกับเอาไว้ขนถังเบียร์ แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน วัยรุ่นที่นี่ก็มือบอนใช้ได้เหมือนกัน มีขีดเขียนทาสีไว้ตามสิ่งก่อนสร้างเต็มไปหมด ตั้งใจไว้ว่าจะหา Chinese Tower(Chinesischer Turm) ด้วย แต่สวนใหญ่มาก แถวมีมือ(ไม่)ดีมาทำให้แผนที่บอกทางในสวนใช้ไม่ได้ซะนี่ เราก็เลยไม่รู้ว่าจะไปหา Chinese Tower ได้จากที่ไหน หรือบางทีเราอาจจะไปถึงแล้วก็ได้แต่ไม่รู้ -_-" เอาเถอะ ช่างมัน เดินๆเล่นดูโลเกชั่นซํกพัก ถ้างวดหน้ามาใหม่จะได้ไม่พลาดอีก
เดินในสวน ๒ สามชั่วโมงก็เดินกลับไปสถานี U-Bahn ขากลับแวะซื้อของที่ Marient Platz ด้วยนิดหน่อย ยังไม่หมดแรงซ่าส์ เลยเดินหาร้านอาหารไทยที่เคยมากินที่สถานีรถไฟหัวลำโพง(Hauptbahnhof) หาอยู่ครึ่งชั่วโมงไม่เจอก็เลยทำใจ กลับไปกินสเต็กตามเดิม ขากลับ.. มาถึงบ้านแล้ว.. ลืมกุญแจไว้ในบ้าน!!!! วันนี้มันวันอะไรกันเนี่ย หลงทางมาทั้งวันเหนื่อยๆดันเข้าบ้านไม่ได้อีก ต้องรอเพื่อนๆกลับมาก่อน แต่เรารออยู่ข้างนอกบ้านไม่ไหวแล้ว หิวมาก ก็เลยไปทานข้าวเย็นที่ร้านอาหารแถวๆบ้าน แล้วก็ ดื่มเบียร์นิดหน่อย ที่ร้านมีบริกร ๒ คน(ป้าคน วัยรุ่นคน) น้องคนที่เป็นบริกรยิ้มน่ารักดีแฮะ แต่คุยกันไม่รู้เรื่องเพราะเค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ นั่งดื่มไปซักพัก เจอตาลุงคนนึงก็เลยคุยๆกัน เค้าเคยมาเที่ยวเมืองไทยด้วย เค้าจำชื่อสถานที่ที่เป็นภาษาไทยไม่ได้เลย ยกเว้น กุงเทบ, พูเกด กับ เชียงไม อ่านี่อีก เค้าติดใจคำนี้มากเลย "นีหาว" ถามเราอยู่นั่นแหละว่าหมายถึงอะไร.. คุยกันตั้งนานกว่าจะเข้าใจ.. นี๋ห่าว - Wie geht - How are you ลุงแกอายุ ๖๓ แล้ว เกษียณแล้วแต่ยังซ่าส์อยู่เลย เค้าไปเมืองไทยครั้งสุดท้ายปี คศ 1961 นานมากแล้ว แต่มีโปรแกรมว่าจะไปอีกตอนปลายๆปีนี้ หมดเบียร์แก้วที่ ๔ ก็ห้าทุ่มกว่าแล้ว ร่ำลากันเสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เราไม่ได้ให้ที่อยู่ติดต่อกับเค้า แต่หวังว่าคงได้เจอกันอีกที่บาร์ของร้านนี้
คืนวันศุกร์ มีนัดกันกับรามิโร่ว่าจะไปเที่ยวดิสโก้ฯใกล้ๆบ้านชื่อ 4004 เป็นร้านที่ใหญ่มาก แบ่งเป็น ๔ ฮอลใหญ่ๆ เชื่อมเข้าด้วยกันที่โถงใหญ่ตรงกลาง ทางเข้านำเราไปสู่โถงกลางก่อน ในโถงกลางมีบาร์ขนาดใหญ่อยู่ ๒ บาร์ และยังมีที่นั่งกระจัดกระจายเต็มฮอลไปหมด เราสามารถนั่งเครื่องดื่มแล้วก็นั่งดื่มที่บาร์หรือจะไปดื่มที่อื่นก็ได้ แต่ละฮอลจะเปิดเพลงต่างๆกันออกไปเราสามารถเลือกฮอลที่เราชอบ มีฮอลวิตรถาร เปิดเพลงประหลาดๆ ฮอลที่เปิดเพลงเร็วแต่สามารถร้องตามได้ อีกฮอลก็เปิดเพลงเร็วแบบฟังไม่รู้เรื่อง และฮอลสุดท้ายจะเปิดเพลงเร็วสมัยคุณปู่ยังหนุ่มอยู่ สำหรับเราชอบนั่งดื่มอยู่ตรงบาร์มากกว่า เพราะในฮอลเสียงดังและแออัดมาก คืนนี้เราก็เลยนั่งดื่มที่บาร์ เราดื่มวิสกี้ ๓ แก้ว ว้อดก้ากับน้ำแข็ง ๑ แก้ว รามาซอสทิ(เหล้าเยอรมัน) ๑ ช็อด ไวน์แดง ๑ แก้ว แล้วก็เบียร์อีก ๓ ขวด.. ปริมาณเหล้าไม่เยอะมาก แต่ความหลากหลายรวมมิตรน้ำกระทิสังขยากับเวลาอีกห้าชั่วโมงเล่นเอาเมาได้ที่ แถมด้วยอาการเมาค้างในรุ่งขึ้นด้วย วันนี้ตอนที่เข้ามาในร้านรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะวันนี้เป็นวันพระใหญ่ แถมหน้าร้านก็เอารูปปั้นสิทธัทถะ มาตั้งหน้าร้านอีก เฮ้อ.. นั่งคุยกับเพื่อนหลายอย่างรวมทั้งเรื่องนี้ด้วย เพื่อนเราเป็นคนสเปน เค้าใช้เวลาอยู่ในเมืองไทยทำโทฯที่เอไอทีอยู่ ๒ ปี เค้าบอกว่าตอนแรกที่ไปถึงเมืองไทยเค้าคาดหวังมากกว่าคนไทยจะดีมาก(nice) แต่พอเค้าไป ทุกคนคาดหวังเงินจะทำอะไรใช้อะไรก็คิดเงิน เค้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นรู้สึกไม่ดีกับเมืองไทย.. แล้วเค้าก็คิดได้ว่าชีวิตจริงใครๆก็ต้องใช้เงินเพื่อดำรงชีวิต เวลาผ่านไปเค้าก็เริ่มมีเพื่อนคนไทยมากขึ้น เริ่มรู้จักเมืองไทย วิถีของคนไทยมากขึ้น สุดท้ายเค้าก็เปลี่ยนความคิดอีกครั้ง สำหรับเค้าเวลา ๒ ปีที่อยู่เมืองไทยเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด
กู้ดเท่น อาเบ่น-- สายัณห์สวัสดิ์,วันนี้(วันพุธ) เรากลับบ้านเร็วกว่าปกติ(ของเรา) ห้าโมงเย็นครึ่งก็ออกจากที่ทำงานแล้ว ที่(หนี)ออกมาเร็วเพราะตั้งใจไว้ว่าจะไปซื้ออะไรนิดหน่อย ถ้าไปช้าร้านก็จะปิดไปซะก่อน หลังจากซื้อของเสร็จก็แวะไปธนาคารเพื่อจะทำธุรกรรมทางการเงิน นั่นคือ.. เปลี่ยนรหัสบัตรเอทีเอ็ม กับเช็คเงินเดือน ตู้เอทีเอ็มที่นี่เป็นภาษาเยอรมันล้วน ก่อนที่จะมาที่ตู้เอทีเอ็มก็ได้ถามเพื่อนๆที่ทำงานแล้ว เค้าบอกให้กดปุ่มมุมบนขวาปุ่มที่ ๒ เพื่อเปลี่ยนรหัสฯ เราก็ทำตามแล้ว แต่ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่เลย T_T เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้ ไม่สามารถเปลี่ยนรหัสฯ แล้วก็ไม่สามารถกดเงินได้ กดเงินไม่ได้ก็ไม่มีเงินใช้ แง้ แง้ แย่เลย วันพรุ่งนี้คงต้องมาปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่นี่ซะแล้ว เฮ้อ.. เจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาอังกฤษได้ก็มีแค่คนเดียวซะด้วย ถ้าอยากใช้ภาษาอังกฤษก็ต้องนัดไว้ก่อน ไม่งั้นก็ใช้ภาษามือแทน เหอะ เหอะ ชีวิต.. บัดฯ จริงๆเลย ภาษาเยอรมันก็อ่านไม่ออก อ่านออกอย่างเดียวว่า ดายฟอล..(ผิดมา ๓ รอบ) ธนาคารที่นี่ก็โนอิงลิชอีก อยู่บ้านเรา หาตู้เอทีเอ็มที่ไม่มีภาษาอังกฤษแทบไม่เจอ.. วันนี้กลับบ้านด้วยอารมณ์เซ็งนิดหน่อย
อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ ไม่มีอะไรพิเศษเลย ออกจากบ้านมาที่ทำงานทุกวันๆ หิมะเกาะหนาทั่วไปหมด เริ่มชินกับการปั่นจักรยานฝ่าลมหิมะมาทำงานซะแล้ว แต่กว่าจะถึงที่หมาย ก็เล่นเอาหน้าชาทุกครั้งไป อาทิตย์นี้งานของเราถึงขั้นที่สามารถให้คนอื่นตรวจสอบได้บ้างแล้ว(หลังจากก้มหน้าก้มตาทำมาเดือนนึงเต็มๆ) ขอไม่พูดถึงเรื่องงานดีกว่า ถ้าใครสงสัยอยากรู้จริงๆก็เมล์มาถามละกัน