ปวดหัว ๒ ชั้น
วันนี้ปวดหัวจริงๆ ปวดหัวมาตั้งแต่เช้า นอนกลางวัน จนตื่นขึ้นมาอีกรอบก็ยังปวดหัวอยู่ ไม่ได้ปวดหัว ๒ ชั้น มานานแล้วเหมือนกัน ความรู้สึกเหมือนมีช้างโขลงใหญ่ๆกระโดดโลดเต้นอยู่ในหัว จนนอนกลางวันแล้ว ก็ยังมีบางเชือกไม่ยอมหยุดเต้นซิที ส่วนสาเหตุของอาการปวดหัวก็ไม่ต้องวิเคราะห์หาสาเหตุให้วุ่นวาย คงเป็นเพราะเบียร์ Helles จากAugustinerbrä ที่เราทำการศึกษาไปครึ่งลังเมื่อวานแน่ๆเลย ตอนเที่ยงไปทานข้าวกับพี่ๆ เค้าก็ถามว่า "กินเหล้าแล้วปวดหัวจะกินไปทำไม" หรือไม่ก็ "ตอนไหนที่มันสนุก" เราเองก็จนปัญญาจะหาเหตุผลเหมือนกัน ไม่รู้จะตอบเค้ายังไง หรือแม้แต่จะหาข้ออ้างมาอธิบายกับตัวเองก็ยังยากเลย.. สำหรับเรา หลายๆครั้งที่เราดื่ม ก็เพราะในวงสุรา หรือเวลาร่ำสุรา เราจะได้เห็นอีกด้านนึงของเพื่อนๆ การได้คุยกับเพื่อนๆในวงสุราก็สนุกมาก แล้วถ้าจะให้มานั่งดื่มน้ำเปล่ากันทั้งคืนยันเช้าก็คงจะไม่สนุกเท่า ถึงตอนนี้เราจะอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆมาชวนไปกินเหล้าเหมือนเมื่อก่อน แต่เราเองก็ยังติดที่จะได้ดื่มทุกๆวันหยุดที่มาถึง มากบ้างน้อยบ้าง เวลาดื่มในปริมาณพอดีเราจะคิดอะไรแปลกๆได้มากกว่าปกติ แต่ถ้าดื่มไปมากๆก็คงจะคิดอะไรไม่ไหว อันนี้ต้องกะระยะดีๆ อย่างเมื่อวานเนี่ยโอเวอร์โคต้าไปมากก็เลยได้อาการปวดหัว ๒ ชั้นแถมมาด้วย แถมดื่มไปมากๆอาจจะทำให้ความสามารถตัดสินใจทำอะไรบ้าๆเพิ่มมากขึ้น ความทรงจำก็เสื่อมไปชั่วขณะ ตัวอย่างเช่น เมื่อวานตอนตี ๓ มีโทรศัพท์ทางไกลจากต่างประเทศไปที่บ้านไข่ ตอนเช้าก็จำไม่ได้ว่าเราโทรไปคุยอะไรกับไข่ เลยต้องโทรย้อนไปถามซ้ำอีกที ไม่ถูกด่ากลับมาก็บุญแล้ว (หรืออาจจะถูกด่าแต่จำไม่ได้) ถึงสภาพจะแย่แค่ไหน แต่วันนี้เราก็ลากสังขารไปเอาของที่ทำงาน เดินๆผ่านเจอ Porsche คันนึง เท่ห์จริงๆ ไม่รู้จะอธิบายยังไง ก็เลยหยุดถ่ายรูปมาซักนิด รถแบบนี้เคยเห็นแต่ในหนังสือ ได้มาเห็นตัวเป็นๆกับตาตัวเองครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลย เข้าใจว่าเป็นรถเปิดประทุน แนว Roadster รุ่นโบราณกระโปรงหน้ารัดด้วยสายหนัง ไม่รู้ว่าเอาไว้ล็อกประโปรง หรือว่าเอาไว้ประดับกันแน่ ตรงกลางกระโปรงหน้ามีที่เติมน้ำมันฝังอยู่ ไฟหน้าเป็นไฟดวงกลมแบบเก่า มี ๒ ที่นั่ง เบาะหนังสีแดง ด้านไหนรถไม่ได้ตกแต่งประดับอะไรมาก เห็นโครงโลหะเปลือยๆ ไม่มีกระจกข้าง ส่วนกระจกหน้าก็โผล่ขึ้นมานิดเดียว เอาไว้กันลม เครื่องยนต์วางด้านหลัง เดาว่าด้านหน้าคงเป็นที่เก็บของ รถคันนี้เหมือนจะทำพิเศษ คงหาซื้อตามโชว์รูมทั่วไปไม่ได้ อะไหล่อะเหล่ยอะไรก็คงจะหายากเต็มที ถ้าจะซื้อก็ควรจะซื้อเอาไว้ ๒ คัน เอาคันนึงไว้เป็นอะไหล่ของอีกคันนึง สาวน้อยแสนงามนางนี้มีป้ายรางวัล "SEBRING: Most Successful Marque in 50 Years of Racing: 1952 Florida 2002" ไม่เคยได้ยินชื่อรางวัลนี้มาก่อน สำหรับเราดูแปลกมากรถแบบนี้ใช้ได้แค่ช่วงหน้าร้อนเท่านั้น นอกจากรถจะแพงแล้ว ยังใช้ไม่ได้ทั้งปีอีก สำหรับคนที่ไม่มีรถอย่างเราคิดยังไงก็ไม่คุ้ม หลังจากเสร็จธุระกับสาวน้อยคันนี้แล้ว เราก็ลากสังขารกับสติที่ไม่ค่อยสมบูรณ์เดินทางเข้าเมืองไปเอาขาตั้งกล้องที่สั่งเอาไว้ เออ จะพูดอย่างนี้ก็ไม่ถูกเท่าไหร่ เพราะเราแคนเซิลขาตั้งกล้องชุดที่สั่งเอาไว้เปลี่ยนเอาอีกรุ่นนึง ทั้งหัว ทั้งขาเลย เสียเงินไป 223 € สบายใจไป ขาย่อน ๒ กิโลฯไปนิดนึง ส่วนหัวก็ เกือบๆ ๗ ขีดได้ รวมกันแล้วก็เป็นภาระสำหรับการท่องเที่ยวเหมือนกัน แต่ก็ดีกว่ารุ่นที่เลือกไว้ตอนแรก เพราะชุดนั้น แค่ขาอย่างเดียวก็ ๒ โลครึ่งแล้ว ขาที่ซื้อมาเป็นของ Manfrotto รุ่น 190PROB หัวยี่ห้อเดียวกันรุ่น 488RC2 ทุกๆอย่างลงตัว หัวเป็นหัวบอลที่สามารถแพนได้ มีระบบล็อกป้องกันกล้องหล่นจากฐาน ขาตั้งมีตัวบอกระดับ (Spirit Level) ขาสามารถฉีกเพื่อปรับมาถ่ายมุมต่ำได้ แกนกางก็ถอดมาเสีบเปลี่ยนมุมได้ทำให้ถ่ายมุมมาโครได้ดีขึ้น โม้มาตั้งเยอะ เดี๋ยวว่างๆจะถ่ายรูปมุมมืดๆมาอวด สงสัยว่าเราคงต้องเตรียมตัวจัดทริปเพื่อขาตั้งกล้องน้องใหม่ซะแล้ว วันนี้ขอตัวไปทำความรู้จักกับน้องขาตั้งใหม่ก่อนดีกว่า.. บาย..
จากบันทึกของวันเสาร์ที่ผ่านมา


วันนี้ วันเสาร์ เป็นวันท่องเที่ยวของเราอีกแล้ว วันนี้เราวางแผนไปเดินเล่นที่อิงลิชการ์เด้นอีกครั้ง เป็นครั้งที่ ๒ อิงลิชการ์เด้นเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ติดอันดับต้นๆของยุโรปเลยที่เดียว การเดินทางของเราครั้งนี้ไม่ตะขลุกตะขลักเหมือนครั้งแรก มีวางแผนไว้ก่อนแล้วว่าจะเดินไปทางไหนอย่างไรบ้าง และเราเองก็ตรวจสอบเส้นทางการเดินเป็นอย่างดี เป็นอีกครั้งนึงที่เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาด.. วันนี้เราเดินทางจากบ้านโดยใช้อูบาห์น(U-Bahn = Underground = Subway = รถไฟ[ฟ้า]ใต้ดิน) จากบ้านเราไปถึงสถานีอูบาห์นก็ประมาณกิโลฯนึงนิดๆ ฟังดูอาจจะไกล แต่สำหรับฝรั่งที่นี่ ซึ่งเป็นพวกชอบเดินเป็นชีวิตแล้ว --เล็กๆ-- เราเองมาอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ฝรั่งก็ต้องปรับตัวให้ชิน เดินตะล๊อกต๊อกแต๊ก ชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ ซักพักก็ถึงสถานนีรถไฟ รอรถ ขึ้นรถ เปลี่ยนรถ แล้วก็ถึงปลายทาง อิงลิชการ์เด้น.. อิงลิชการ์เด้นในวันนี้ต่างกันวันแรกที่เรามามาก วันแรกกับวันนี้อุณหภูมิต่างกันราวยี่สิบกว่าๆองศาเซนฯ วันนี้อากาศดีปานกลางพระอาทิตย์อายเล็กน้อยมีแดดนิดหน่อย ก่อนออกจากบ้าน อุณหภูมิประมาณ ๒๑ องศาเซนฯ เดินไปในสวน สวนใหญ่มาก เดินไปจดเหนื่อยนั่งพักกันพักใหญ่ อ่อ ลืมบอกไป วันนี้เราไม่ได้มาคนเดียวเหมือนครั้งแรก วันนี้เรามากับพี่ยอด แรกๆพี่ยอดก็ฟิตดีหรอก แต่เดินไปได้ไม่กี่กิโลฯก็ลงไปนอนหมอบกระแตบนสนามหญ้าซะแล้ว (หวังว่าพี่ยอดคงไม่ได้เข้ามาอ่านนะครับ) อิงลิชการ์เด้นเป็นสวนขนาดใหญ่ที่สร้างมาอย่างเป็นระบบ คือถ้าใครได้ลองมาต่างประเทศจะรู้สึกว่าสวนสาธารณะของที่นี่จะต่างจากเมืองไทยมาก มีลำธาร น้ำใส มีฝูงเป็ด ต้นไม้ขนาดใหญ่ ทุ่งหญ้า พุ่มไม้ดอกไม้ สัตว์ตามธรรมชาติ และสัตว์ที่ถูกเลี้ยงอีกจำนวนหนึง ทั้งนี้แต่ละสวนก็ถูกจัดแตกต่างกัน ด้วยว่าอิงลิชการ์เด้นเป็นสวนที่มีขนาดใหญ่มาก ที่นี่จึงมีทุกอย่างครบครัน มีลานเบียร์ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเยอะขนาดที่เดินเข้าไปในบริเวณนั้นเราจะรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในป่าเลยทีเดียว มีน้ำตกจำลองที่มองยังไงก็เหมือนของจริง ลำธารที่นี่ไหลแรงมากแรงขนาดที่บางบริเวณมีวัยรุ่นมาเล่นเซิร์ฟ (Surf) กันเลยทีเดียว ดูๆแล้วก็อยากเล่นบ้างจัง อืม.. แต่คิดไปคิดมา เอาโรลเลอร์เบลดให้รอดก่อนดีกว่านะไอ้บอมบ์
ออกจากร้านกล้องมุมตรงไปจตุรัสมาเรียนท์ (Marienplatz) ดูนาฬิกาเต้นระบำรอบ ๕ โมงเย็น (เป็นรอบที่ ๓) พอหุ่นเลิกเต้นเราก็ออกเดินต่อไปยังเป้าหมายสุดท้ายของวัน ร้านหนังสือ ฮูเก้นดูเบ้ลลฺ (Hugendubel) ระหว่างทางเจอกลุ่มศิลปินตามรายทาง มีทั้งกลุ่มที่เล่นดนตรีคลาสสิค กลุ่มเล่นดนตรีพื้นเมือง (ของที่ไหนก็ไม่ทราบได้) มีตาลุงเล่นดนตรีที่มีหน้าตาคล้ายเปียนโน แต่เราไม่กล้าเรียกได้เต็มปากว่าเปียนโน รูปครั้งนี้ก็ขอเอารูปลุงเค้าขึ้นด้วยเลย เห็นว่าอาวุ(ยุ)โสน่าจะมาที่สุดแล้ว วันนี้คนแถวๆมาเรียนท์พลัสซฺเยอะจริงๆ เจอกลุ่มคนไทย ๒ สามกลุ่ม ที่รู้ว่าเป็นคนไทยเพราะแอบได้ยินเค้าคุยกัน มีอยู่คนนึงน่ารักดี แต่รู้สึกว่าจะมีสามีมาคุม (ถึงไม่มีก็ไม่ต่างกันอยู่ดี กร๊ากก..) กลับมาที่ร้านฮูเก้นดูเบ้ลลฺต่อดีกว่า (ก่อนที่จะบ้ามากไปกว่านี้) ร้านนี้เป็นร้านโปรดเราเลย หนังสือทุกเล่มที่เราซื้อตั้งแต่มาอยู่ ก็ซื้อมาจากร้านนี้แหละ และทุกเล่มที่เป็นภาษาอังกฤษก็ซื้อมาจากสาขานี้ ฮอ (เราย่อชื่อร้านด้วยตัว H) สาขา คาร์ลสฺพรัสซฺ วันนี้เรามารับหนังสือที่สั่งไว้ เป็นหนังสือแปลจากภาษาอิตาเลี่ยนเป็นอังกฤษ เป็นหนังสือที่อธิบายเกี่ยวกับนรก โดยผู้แต่งเล่าเรื่องจากประสบการณ์เดินทางไปนรกของเค้า งานชิ้นนี้ประกอบขึ้นมาจาก (แตกออกเป็น) ๓ ภาค เนื้อหาแบ่งสวรรค์ออกเป็น ๑๐ ชั้นขึ้นไปในอวกาศ และแบ่งนรกเป็น ๙ ชั้นลงไปใต้ดิน งานเขียนชุดนี้แต่งโดยนักขียนสัญชาติภาษาต้นฉบับ (Italian) นาม ดันเต้ (Dante Alighieri) ชื่อ เดอะ ดิวีน คอมโมดี้ (The Divine Comedy) หรือชื่อในภาษาอิตาเลี่ยนว่า Commedia คาดว่าคงมีน้อยคนที่รู้จัก หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งไหนชุด Oxford World's Classics.. เราว่า สำหรับผู้แต่งนามว่า ดันเต้ ผลงานของเค้าได้รับความสนใจจากชนรุ่นหลังที่พูดจาด้วยภาษาอังกฤษมากกว่าชนผู้ใช้ภาษาอิตาเลี่ยนซะอีก มองใกล้ตัวนานวันก็จะมีฝรั่งรู้จักพระอภัยมณีมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนคนไทยที่รู้จักผลงานของกวีสุนทรภู่แท้จริงจะมีจำนวนน้อยลงทุกขณะ.. ไม่เอาๆ ไม่เริ่มต้นเริ่มเครียด.. กลับมาที่เรื่องหนังสือ ตอนนี้เราเองเริ่มประสบกับปัญหาเดิมที่เจอมาตอนอยู่ที่เมืองไทย ความเร็วในการบริโภคตัวอักษรของเราชักจะไม่สมดุลกับความเร็วในการซื้อตัวอักษรมาบริโภคซะแล้ว ตอนนี้มีนิยายที่ยังอ่านไม่จบ ๓ เล่ม แล้วก็หนังสือด้านคอมพิวเตอร์อีกหนึ่งเล่ม ชักอยากทำงานที่ได้อ่านหนังสือที่อยากอ่านทั้งวันจริงๆ ไปสมัครงานเป็นบรรณารักษ์ดีไม๊เนี่ยตรู ทุกวันนี้ก็กลับบ้านเร็ว แล้วก็ตื่นแต่เช้ามานั่งอ่านหนังสือ ไม่ได้วิ่งออกกำลังกายเลย (เอาหนังสือมาเป็นข้ออ้าง แหะ แหะ) เสร็จจากร้านหนังสือ กลับบ้าน มื้อเย็นวันนี้ทอดเลเบอร์เคเซออฺร์ (Leberkasë) กิน เจ้าเลเบอร์เคเซออฺร์นี่เป็นอาการประเภทไส้กรอกยักษ์เฉียนมาเป็นชิ้น ทานคู่กับสลัดที่มี เฟลดฺสลัด (Feldslat) เป็นพระเอก ผักชนิดนี้เอามาทำสลัดอร่อยมาก เป็นสลัดชามโปรดของเราเลย ได้ไวน์ Grenache Rose ของ Ernest & Julio Gallo จากแคลิปฟอเนียอีกขวดนึง สบายไป.. เอ๊ะ เราเริ่มเพ้อไม่เป็นเรื่องซะแล้วมั๊งเนี่ย.. วันนี้ดูหนัง ๒ เรื่อง ให้แง่คิดชีวิตดี แต่เราคิดว่า แง่คิดจากหนัง ๒ เรื่องนี้ เราเคยคิดมาก่อนแล้ว ยังไงก็ขอบคุณหนังทั้ง ๒ เรื่องที่เตือนเราเรื่องที่เคยคิดเอาไว้อีกครั้ง.. หนึ่งในหนัง ๒ เรื่องนั้นชื่อ "Life or someting like this" ตีหนึงครึ่งแล้ว ไวน์หมด พล่ามมานาน.. ไปนอนก่อนดีกว่า..
ช่วงนี้ครึ้มฟ้าครึ้มฝนจริงๆ ฝนไม่ตก แต่ฟ้าไม่เปิด ไม่รู้จะเอายังไงกันแน่ อากาศเลียอยู่แถวๆ ๒๐ องศาซีฯ ช่วงเช้าและหัวค่ำท้องฟ้าจะมืดกว่าปกติเล็กน้อย เป็นผลมาจากเมฆบัง ส่วนที่กรุงเทพฯ สายรายงานมาว่าฝนตกเช้าเย็น เฉอะแฉะไปทั้งเมือง แต่ก็ได้ฉุ่มฉ่ำคลายร้อนกันไปชั่วคราว ไม่รู้ว่าจะถูกใจหรือขัดใจใครกันบ้าง ยังไงก็อย่าไปคิดมาก เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว เราปั่นจักรยานกลางสายฝนที่เย็นกว่าน้ำในตู้เย็นที่บ้านเราซะอีก กว่าจะถึงที่หมาย มือเราเขียวช้ำปวดไปหมดเลย แถมจักรยานเราไม่มีบังโคลนอีกต่างหาก เสื้อผ้ากางเกงรองเท้านองน้ำผสมขี้โคลนกับดอกไม้ใบหญ้าเลอะเทอะไปหมด แต่ก็เอาเถอะ ยังโชคดีอย่างนึงที่ได้เสื้อคลุมกันน้ำ (แจ็คเก้ต) ไม่งั้นคงได้ตายอยู่ข้างถนนนั่นแหละ อ่อ จะแวะร้านกาแฟข้างทางก็ไม่ได้ เพราะวันเสาร์ที่ผ่านมาเป็นวันหยุดแรงงาน ร้านรวงเค้าก็ปิดกันหมด ไม่เหมือนเมืองไทย ร้านค้าเปิดกันต้นปีจรดท้ายปี เปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตื่นนอนมาทักทาย จนกลับบ้านแล้วก็มาทักทายเราอีก ดึกดื่นเที่ยงคืน แสบท้องต้องการอาหารก็ใช้บริการ ๗ สิบเอ็ด ได้ตลอด ส่วนที่เยอรมัน ซุปเปอร์มาร์เก็ตเปิดวันจันทร์ถึงเสาร์ และปิดตั้งแต่ ๒ ทุ่ม ถ้าใครเกิดหิวขึ้นมากะทันหันก็ลำบากละครับ ส่วนเราปกติมีอาหารตุนอยู่เสมอ อย่างแย่สุดก็ต้มไข่คลุกกับข้าวสวย เหยาะซ้อสแม็กกี้นิดหน่อยก็กันตายไปได้ ๒ สามมื้อ
เมื่อวานไปร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ ขอกลับแวะทานที่ร้านอาหารไทยชื่อ Siam City อาหารที่นี่ราคาปากกลาง รสชาติก็ปานกลาง เบียร์ราคาถูกกว่าที่อื่นนิดหน่อย เราสั่งกระเพราเนื้อ กับเบียร์ Hell (Helles) กระเพราะจานละ ๑๐ บาท เบียร์แก้วละ ๓ บาท ทิปอีก บาทนึง ดีใจได้พูดภาษาไทย ปั่นจักรยานกลับบ้าน วันนี้มีเพื่อนรามิโร่มาค้างด้วย ดื่มไวน์องุ่น (Cabinet Sauvignon) เป็นไวน์จากสเปน เสียดายจำยี่ห้อไม่ได้ รสชาติดีมาก มีรสและกลิ่นของผลไม้ครบถ้วน (Fruity) สด (Fresh) และไม่ระคายลิ้นด้วย ดื่มได้แก้วนึงก็ต้องขอตัวไปอาบน้ำนอน ไม่งั้นหยุดไม่อยู่เดี๋ญวจะลำบาก เหอ เหอ.. หกโมงครึ่งแล้ว กลับบ้านดีกว่า บ๊าย บาย
ไม่ได้เขียนไดอารี่มาซะนาน ช่วงที่เงียบๆหายไปเดือนนึงเต็มๆ เราก็ทำ อ่าน คิดอะไรมาหลายอย่างแต่ไม่เป็นระบบระเบียบเอาซะเลย มานั่งทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมา (แล้วก็ผ่านไป) ในช่วงเดือนนี้ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี รู้สึกสมองมันตื้อ เบลอๆ บอกไม่ถูก เราคิดเรื่องอนาคต หน้าที่การงาน สิ่งที่จะทำต่อไปในภายภาคหน้า คิดเรื่องเหตุผลของชีวิต อ่านนิยายไป สองสามเรื่อง เที่ยวเล่นซื้อของ (หนังสือ) ดูหนังฟังเพลง ทำกับข้าว คุยกับหวานใจ วางแผนไปเที่ยว (เมืองไทย) อ่านหนังสือพิมพ์ มติชน คมชัดลึก ผู้จัดการรายวัน ดูแม่พลอยตอนจบ.. เรื่องราวต่างๆเยอะเหลือเกิน เกี่ยวเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด แต่เป็นความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงเหมือนเชือกที่พันกันเป็นปมจนไม่รู้จะเริ่มแก้ตรงไหน ไม่รู้ว่าหัวอยู่ไหน ปลายอยู่ต้น.. เราค่อยๆเรียบเรียงทีละเรื่อง จากหน้าที่การงานเป็นอันดับแรก เนื่องจากน่าจะเรียบเรียงได้ง่ายที่สุด.. ต่อจากนั้นก็เรื่องเที่ยวเล่น สำหรับเรื่องนี้ข้ามๆไปก่อนก็ได้ ถ้าได้กลับไปเมืองไทยเมื่อไหร่ก็คงรู้เองว่าจะทำยังไงต่อ.. คิดเรื่องสิ่งที่อยากจะทำ และชีวิตที่จะเป็นอยู่ในอนาคต.. ส่วนเรื่องเหตุผลของ (การดำรงอยู่ของ) ชีวิตคงข้ามไปก่อนในตอนนี้.. รู้สึกเหงาๆ นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง เด็กบ้านนอกอย่างเรา เด็กที่ไม่รู้จักแฮมเบอร์เกอร์ นั่งเรือไปเรียนหนังสือ กระโดดหยองแหยงข้ามร่องสวน อาบน้ำในคลองหน้าบ้าน เด็กคนนั้นกับคนที่นั่งพิมพ์ไดอารี่อยู่นี่จะเป็นคนเดียวกันได้ยังไง ? ชีวิตบางที่ก็มีการเปลี่ยนแปลง มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันยุ่งเหยิงเหมือนกับช่วงเดือนนึงที่ผ่านมาของเรา สำคัญว่าเราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงทุกๆอย่าง และหาช่องทางที่จะอยู่ร่วมกับมันได้อย่างมีความสุข.. เด็กคนเดิมที่เล่นเป่ากบ เด็กคนที่รู้สึกภูมิใจเวลาเป่ากบขี่ของเพื่อนได้ คนที่ลอยคอเกาะลูกมะพร้าว วันนี้มานั่งเล่นยูเอ็มแอลเหงาๆอยู่คนเดียว.. จะมีใครมาเล่น UML กับเราบ้างไม๊นะ