Stop the habit of wishful thinking
and start the habit of thoughtful wishes.


Wednesday, June 30, 2004

ไปเที่ยว Dresden

ไม่ได้เล่าอะไรซะนาน ไม่ต้องสงสัย ไม่ได้เจ็บไข้อะไร แต่แลบท้อบเราไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ ส่งไปซ่อมนู่นเลย.. เมืองไทย คือน้องชายเรามีรับประกันในประเทศ ๓ ปีน่ะครับ ไม่ใช่ว่าบริการที่นี่ไม่ดีหรอกนะ อย่าเข้าใจผิด (แต่อาจจะแพง อันนี้จริง) เอ่อ.. เห็นใบแบบฟอร์มบริการ เขียนมาซะเราเสียเซ้ลล์เลย.. "เครื่องมีรอยมากทั้งด้านในและด้านนอก" แหม เครื่องเราไม่ได้ ช้ำขนาดนั้นซักหน่อย เน๊าะ..

เดือนที่แล้ว.. ไปเที่ยวหาพี่เม้งมาล่ะ เราออกจากมิวนิคตอนเย็น จาก Ostbahnhof (Ost=east, Bahn=train, Hof=Station รวมกันเป็น สถานีรถไฟสายตะวันออก) เอ่อ.. เราไม่ได้นั่งรถไฟไปหรอกนะ เรานั่งรถยนต์ไปแบบ Mitfarer คือ เค้าจะไปทางนั้นอยู่แล้ว เค้าก็จะมาลงประกาศว่าใครจะไปกับเค้าบ้าง มาแชร์ค่าน้ำมันกัน หุหุ ประหยัดไปอีกแบบ แต่เสี่ยงหน่อย แล้วก็รำคาญคนข้างๆ ไม่ยอมปล่อยให้เราหลับเลย สงสัยเห็นฝรั่งเลยคุยใหญ่เลย เวลาเดินทางก็เร็วกว่ารถด่วน (ICE) ซะอีก ถูกก็ถูกกว่าตั้ง ๔ เท่า แต่บอกตรงๆประหม่าจริงๆ ถึงใครๆจะบอกว่ามิวนิคเป็นเมืองที่ปลอดภัยติดอันดับต้นๆของยุโรปก็ตามที แต่ข่าวโจรรัสเซียก็ยังเป็นที่เล่าขานบอกต่อจนมาถึงหูเรา.. ยังไงก็ตามเรามาถึงชานเมืองของเดรสเดน (Dresden) มาถึงนี่แบบ บรรยากาศประมาณ เค้าเอาเรามาทิ้งไว้หน้า Food Lion สาขาลาดกระบัง ช่วงวันหยุดปิดเทอม ตอน ๕ ทุ่ม.. เหอ เหอ แต่พี่เม้งผู้แสนดีก็ยังรอเราอยู่ (ด้วยใบหน้าหงุดหงิด) เรามาสายไป ๒ ชั่วโมงก็ยังรอ พี่รหัสผมนี่ดีจริงๆ ซื้อตั๋วเที่ยวเดียว แล้วก็ขึ้นรถเที่ยวสุดท้าย วันนี้มาถึงห้องพี่เม้ง อ่าน สามก๊กนิดหน่อย (ตอนนั้นยังอ่านไม่จบ) อาบน้ำนอน ด้วยความเพลีย

วันรุ่งขึ้น ตื่นกันสายนิดหน่อย ไปซื้อของมาตุนไว้กับพี่เม้ง เราได้กล้วยมาหม่ำอีกแล้ว ร้านที่พี่เม้งพาไป มีสาขาที่มิวนิคด้วย แต่ของในร้านที่สาขามิวนิคห่วยมาก คุณภาพต่างกันมากๆ เค้าว่ากันว่า ร้านนี้เค้าจะรักษาระดับราคาไว้ไม่ให้สูงมากนัก แต่มาลดคุณภาพสินค้าแทน.. หลังจากเอาของไปเก็บที่ห้องแล้ว เราก็มาหม่ำอาหารเช้ากันที่ร้านอาหารสำหรับ นศ พี่เม้งเลี้ยง เพราะพี่เค้ามีการ์ด เราไม่มั่นใจเรื่องราคา แต่เข้าใจว่าถูกกว่าที่มิวนิคมากพอดู หม่ำเช้าเสร็จก็นั่งรถตะลอนๆ ไม่รู้หรอกว่าผ่านอะไรบ้าง แต่ไกด์ที่แสนดีก็อธิบายเราตลอด จำได้บ้างจำไม่ได้บ้าง (ส่วนใหญ่จะจำไม่ได้) จำได้แต่ว่า นั่งรถข้ามแม่น้ำ Elbe ไปสองรอบ เดินเล่นดูเมืองเก่า ดูปราสาทเก่ากัน สังเกตุได้ว่า ถ้ามาเที่ยวเยอรมันเนี่ย ไม่ว่าที่ไหนก็จะมีเมืองเก่า มีตึกเก่าสมัยสงครามที่ยังทำนุบำรุงไม่เสร็จ (หรือเสร็จแต่ยังไม่หมด) ที่เดรสเดนเองก็มีเยอะเหมือนกัน บางตึกแทบไม่เหลือสภาพเลย ลองดูใน gallery ประกอบไปด้วยนะครับ หลังจากเดินเล่นเรื่อยเปื่อย เรา ๒ คนก็ไปหาแฟนพี่เม้งที่ห้างสรรพสินค้าชื่อ Karstadt คุยๆนัดๆกันนิดหน่อยเสร็จแล้วเราก็ซื้อเบียร์ที่ซุปเปอร์ ๑ ลัง (๒๐ ขวด) เอาเบียร์ไปเก็บที่บ้าน.. นั่งแช่เบียร์ (ก้นด้วย) ซักพัก ตอนเย็น ตามนัด เรา ๒ คนก็หิ้วเบียร์ไปจิบที่ริมเอลเบ.. บรรยากาศดีมั่กๆ แม่น้ำกว้างขวางยิ่งใหญ่เหมือนแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเราเลย ยิปปี้ วันนี้ตอนเย็นพี่เม้งทำมักกะโรนี่ผัดอ่อมให้ทานที่บ้านพี่บุ๊ค เผ็ดดี อร่อยมั่กๆ

วันนี้วันศุกร์ ตามทฤษฏีน่าจะตื่นสายกว่าเมื่อวาน แต่นัดกันไว้แล้วว่าจะไปเดินเล่นที่ปู้นน.. (จำชื่อไม่ได้แล้ว แถวๆนี้ ) จำได้แต่ว่านั่งรถข้ามแม่น้ำ แล้วก็ออกนอกเมืองไปไกลมั่กๆ ส่วนสถานที่ปลายทางก็จำได้ลางๆว่าเป็นปราสาทสำหรับพักตากอากาศของกษัตริย์เค้า (ในอดีต).. วันนี้ได้ปีนต้นไม้เล่นด้วย ได้กลับเป็นลิงอีกครั้งแล้วดีใจจัง มาที่นี่ ได้รู้ว่าที่เดรสเดนเนี่ย เคยมีน้ำท่วมครั้งใหญ่ๆหลายครั้ง.. ดูจากในรูป ระดับน้ำสูงจนถึงเพดานชั้นบนเลย เราว่าน่าจะสูงกว่าจากระดับปัจจุบันนหลายๆเมตรมาก หลังจากเดินเล่นกันพักใหญ่ๆเราก็กลับบ้าน วันนี้พี่เม้งมีนัดไปว่ายน้ำกับพี่บุ๊ค ระหว่างนี้เราก็เดินหามุมสงบอ่านสามก๊กจิบเบียร์รอไปพลางๆ เสร็จธุระจากว่ายน้ำแล้ว เราก็ไปหม่ำมื้อเย็นที่ร้านอาหารไทยกัน ๓ คน อร่อยดีไปอีกอารมณ์ ไปส่งพี่บุ๊คที่หอ กลับบ้านอาบน้ำอ่านสามก๊ก นอน..

วันเสาร์แล้ว วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่จะได้อยู่ที่นี่เต็มวัน วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ตามสภาพต้องตื่นสาย แต่เราก็ยังลากสังขารไปกับพี่เม้ง วันนี้จะไป Festung Königstein กัน ซื้อตั๋ววันรอบนอก (ตั๋ววันใช้เดินทางได้ถึงชานเมือง) จากหน้าบ้าน นั่งรถทรัมไปเจอพี่บุ๊คที่ Hauptbahnhof (หัวลำโพง) ไปถึงแล้วก็เสียค่ารถขึ้นไปอีก ๕ ออย เป็นปกติไม่ยอมเสียนะเนี่ย แต่แหม เวลามาเที่ยว บอมบ์ถึงไหนถึงกันอยู่แล้วหุๆ โคนิกสไตน์เป็นเมืองขนาดย่อมๆ อยู่บนยอดเขา เข้าใจว่าเป็นป้อมปราการทางการทหารสมัยก่อน มาเห็นหลายๆอย่างที่นี่แล้ว นับถือเขาเลย ขุดดินลึกลงไปหลายร้อยเมตรเพื่อจะตักน้ำ ระบบการกำจัดขยะ ที่ดูโมเดลเผาขยะแล้วนึกไม่ออกเลย ว่าเป็นเตาเผาขยะได้ยังไง ต้องออกตัวไว้ก่อนว่าผมเก็บข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์มาให้ไม่ได้เลย เพราะอ่านไม่ออกง่ะ ยังไงก็ตาม เราก็เดินเล่นกัน ช่วงที่เดินๆอยู่นี่ มีฝนตกหนักมากมาแป๊บนึงด้วย หุหุ วันนี้เราใส่เสื้อนอกตัวกันฝนมา ค่อยยังชั่วหน่อย เสร็จจากโคนิกสไตน์แล้วเราก็นั่งรถลงมา แวะจิบกาแฟนม (ลาเต้) ไป ๒ แก้ว เล่นกับแมวยักษ์ที่มานั่งหยิ่งอยู่ข้างๆ มองบรรยากาศในร้าน แต่งได้สวยงามจริงๆ.. นั่ง S-Bahn กลับเข้ามาในเมือง หลับตลอดทาง วันนี้เรา ๓ คนแยกย้ายกันในเมือง พี่เม้งกลับหา พี่บุ๊คกลับหา ส่วนผมเข้าเมืองหาดูของไปฝากใครบอกคน (แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ส่ง.. อยู่ดี) ต่างคนต่างแยกย้ายแล้วก็มาเจอกันที่หอพี่บุ๊คตอน ๕ โมง ผมมาถึงที่หอพี่บุ๊คก็โทรไปหาพี่เม้ง.. อ่า พี่เม้งยังไม่มา ก็เลยนั่งรอพี่เม้งอยู่ข้างล่าง จะได้ขึ้นไปพร้อมกัน.. (นั่งอ่านสามก๊กรอ ทำไมวันนี้มันหนาวจังฮู๊วว..) วันนี้ตอนกลางคืนออกไปเดินเล่นกันในเมือง จะไปดูไฟ.. ระหว่างทางหมุน Tripod พี่เม้งเจ๊งไปแหล่ว.. อยากซื้อคืนแกจริงๆ แต่วันพรุ่งนี้ร้านปิด.. เอาไว้โอกาสหน้าจะซื้อคืนให้นะจ๊ะ.. มาถึงบริเวณที่เค้าจะเปิดไป.. T_T ฮือ ฮือ เศร้า.. ๕ ทุ่มเค้าปิดไปแล้ว ปิดพอดีกับที่เราไปถึงเลย.. แง้ แง้ กลับบ้านนอนพร้อมความง่วง เพลีย แล้วก็เมานิดหน่อย

วันนี้ต้องกลับแล้ว.. อ๋อย.. ตายล่ะหว่า ไม่ทันแล้ว ไป Hauptbahnhof ไม่ทันแล้ว.. ไปอีกสถานนีก็ได้ พี่เม้งบอกรถไฟน่าจะแวะที่นี่ก่อน.. เอาวะ ยังไงก็ไม่ทันแล้ว ตามพี่เม้งไปล่ะกัน.. เดิน (วิ่ง) เข้าไปด้วยความรีบเร่ง ถามเจ้าหน้าที่สุดสวย.. ตะแว้ง.. รถไฟไม่จอดค่ะ.. (เป็นคำตอบเดียวและสุดท้าย) ไม่เป็นไร เราไปกดตู้หา Reiseplan ใหม่ แล้วก็เอาตั๋วเก่าพร้อม Reiseplan ไปให้เค้าออกตั๋วใหม่ให้.. เสียดายที่นั่งที่จองไว้จัง.. เอาเถอะ.. ยืนจากเดรสเดนถึงมิวนิค.. แง้..

อ่อ.. อีกนิดนึงรถไฟที่นี่หรูมั่กๆเลย หรูกว่าเครื่องบินอีก นิ่มก็นิ่ม นั่งๆเหม่อ บางทีไม่รู้เลยว่ารถไฟกำลังวิ่ง หรือจอดอยู่กับที่.. ค่าตั๋วจากมิวนิค เป็นรถไฟระหว่างเมือง (IC = Inter-City) และมาต่อ รถด่วน (ICE = Inter-City Express) ราคาตั๋วไม่รวมค่าจองที่นั่ง (ถ้าจองได้นั่งชัวร์ป้าด) ขี้เกียจเขียนแล้ว ไปอาบน้ำดีกว่า จะได้อ่านหนังสือนอน..

Saturday, June 19, 2004

อันความคิดถึง

เคยได้ยินไม๊ คำว่า.. "คิดถึงใจจะขาด" การห่างจากสิ่งอันเป็นที่รัก ยิ่งห่วงหาผูกสัมพันธ์มากก็ยิ่งคิดถึงกันมาก บวกกันตัวแปลระยะทางยิ่งทำให้ห่างกันมากขึ้นไปอีก ใจคนเรายิ่งใหญ่มากพอที่จะสร้างความรู้สึกได้หลากหลาย ทำให้เรารัก ชอบ เกลียด โมโห คิดถึงใครได้มากมาย แต่ภาชนะหัวใจนั้นก็ได้ยิ่งใหญ่เท่าใดไม่ บางครั้งหัวใจคนเราก็ดูอ่อนแอจนถึงขั้นที่ดูเหมือนจะหัวใจที่บรรจุความคิดถึงใครซักคนนั้นจะแตกสลายลงเมื่อไหร่ก็ได้.. ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน

Tuesday, June 08, 2004

น้องไม่สบาย

สายของวันอาทิตย์ ตื่นมาล้างหน้าล้างตาให้สร่างเมาจากเมื่อวาน กาแฟแก้ว กล้วยหอมหนึ่งลูกเป็นอาหารมื้อเช้าตอนสายๆของเรา ระหว่างจัดการภาระกิจมื้อแรกของวัน ตาก็จับจ้องมองแล้บท้อปอ่านสามก๊กต่อจากเมื่อวาน สงครามเซ็กเพ็กพึ่งจบไปไม่นาน เล่าปี่ได้เมืองเกงจิ๋ว และกำลังตีหัวเมืองรอบข้างอยู่ ในขณะนั้นเอง สิ่งที่ไม่คาดฝันมาก่อนก็บังเกิดขึ้น อ๊ากกก โน้ตบุ้กคู่ใจของเราก็มีอันเป็นไปต่อหน้าต่อตา ฮือ ฮือ.. ไม่ได้หล่น ไม่ได้กระแทก จอไม่ได้แตก แต่ฝั่งซ้ายของจอทำงานผิดปกติ ภาพเพื้อนและสั่น ฮือ ฮือ.. สงสัยชุด LCD Controller เสียแน่ๆเลย สงสัยเจ้าโน้ตบุ้คจะรู้ว่าเมื่อวานเราไปร้านคอมพ์มาแน่เลย อยากจะบอกให้เจ้าได้รู้ เรายังไม่คิดจะซื้อโน้ตบุ้คเครื่องใหม่มาแทนเจ้าหรอกนะ อยู่ด้วยกันมาก็นาน ได้เจ้านี่แหละโน้ตบุ้คคู่ใจ ไม่ว่าจะจอ จะคีย์บอร์ด เมาส์ หรือโปรแกรมต่างๆที่ลงไว้กลายเป็นความเคยชินไปแล้ว จะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นทำงานก็หาได้สนิทสนมเชื่อใจเหมือนเจ้าได้ไม่.. ไม่เป็นไร ถ้าเจ้าไม่สบายจริงๆ เราจะหาทางส่งเจ้ากลับไปซ่อมให้อาการเจ้าดีดังเดิม.. เฮ้อ หลังจากโน้ตบุ้คเจ๊ง เราก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อดี หยิบนิยายเก่าๆมาอ่าน ก็ไม่มีอารมณ์ ก็เลยซะหน่อย นอนกลางวันมันซะเลย ให้อารมณ์ดีๆสมองปลอดโปร่งก่อนแล้วค่อยคิดการต่อไปว่าจะเอายังไงดี แต่เราก็คิดไว้แล้วเหมือนกันว่าถ้าเค้ามีปัญหาเราคงต้องส่งเค้ากลับไปซ่อมที่เมืองไทย เพราะว่าเค้ามีประกันของคอมแพ็คประเทศไทยอยู่ แต่ก็อีก คิดเรื่องจะส่งโน้ตบุ้คกลับไปแล้ว ก็ต้องมาคิดอีกว่าใครจะมาจัดการเป็นธุระให้เรา เพราะท่าทางจะวุ่นวายพอดู ไหนจะต้องทิ้งโน้ตบุ้คไว้ ไปรับไปส่ง แถมศูนย์คอมแพ็คก็อยู่ตั้งสาธรนู่น.. ใครสงสารบอมบ์น้อยตาดำๆจะอาสาช่วยจัดการเป็นธุระในเรื่องนี้ให้ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงมากๆเลย.. วันนี้ไม่มีรูป.. ขอโทษที ไม่มีอารมณ์จะถ่ายรูปแล้ว..

Tuesday, June 01, 2004

วันมะรืน

หายไปนาน ๒ อาทิตย์ ที่หายไปไม่ใช่เพราะไปเจอปัญหาชีวิต ไม่มีอารมณ์เขียน แต่เพราะช่วงนี้กลับมาติดนิยายอีกแล้ว เรื่องยาวซะด้วย ช่วงนี้กำลังอ่านสามก๊กอยู่ ใกล้จะเริ่มตั้งเป็นก๊กแล้ว เราว่าสามก๊กเป็นพงศาวดารที่ยากจะหาอ่านได้ พงศวดารระดับนี้น่าจะถือเป็นความลับของทางราชการได้เลย อ่อ เราอ่านฉบับคนขายชาติ ดาวน์โหลดมาจาก ที่นี่ แต่รู้สึกช่วง สองสามวันนี้เค้าทำ server กันอยู่อาจจะเข้าไม่ได้ แต่ถ้าอยากจะอ่านจริงๆก็ไม่ต้องกังวล เราเก็บเอาไว้ให้ ที่นี่ เหตุผลที่เราเลือกอ่านฉบับนี้เพราะว่าเค้าทำเป็นไฟล์ PDF ให้ดาวน์โหลดได้ฟรี ต้องขอบคุณเค้าจริงๆ แต่.. ขอตินิดนึง รู้สึกว่าเค้าจะไม่ได้ตรวจสอบการเว้นวรรคตอนให้ ทำให้หลายๆครั้งงง ๒ ประโยคติดกัน แต่ไปเว้นกลางประโยค แต่เอาเถอะ แหม.. เค้าทำมาให้เราขนาดนี้ ถือว่าเป็นวิทยาทานอันยิ่งใหญ่จริงๆ เมื่อวานซืนมาฝรั่งแวะมาที่บ้าน เราก็คุยกันกับเค้าว่ากำลังอ่านนิยายเรื่องสามก๊กอยู่ อ่อ ชื่อภาษาอังกฤษคือ Romance of the Tree Kingdoms บอกเผื่อเอาไว้ใครจะไปคุยกับฝรั่ง.. ชอบ "ใจกวนอู" จริงๆ อย่างตอนที่รำพึงว่า


"เงินซื้อใครได้จริงทุกสิ่งหรือ ค่าเงินซื้อได้จริงเพียงสิ่งของ
ใครยอมขายตัวให้เงินทอง เป็นผู้มองไม่เห็นความเป็นคน
ถึงกระนั้นวันนี้เท่าที่รู้ ยังมีผู้ขายตัวยอมชั่วฉล
เงินซื้อคนพ้นจากความยากจน ใครจะทนหยิ่งได้แทบไม่มี
สิ้นค้าล้นตลาดอนาถไฉน คนพอใจเป็นทาสเงินกว่าเดินหนี
โลกจึงวุ่นวายคุณธรรมถูกย่ำยี แต่กูนี้ยอมตายไม่ขายตัว.. "


คุณธรรมระดับนี้หาได้ยากยิ่งเหลือเกินในโลกปัจจุบันที่เราท่านทุกคนมีชีวิตผูกติดอยู่กับเงิน คนส่วนใหญ่ยอมขายตัวเพื่อเงินน้อยนิด ทั้งๆที่โลกเทคโนโลยีก้าวไปไกล แต่ใจคนกลับเดินถอยหลังลงคลอง.. เริ่มเครียดอีกแล้ว เปลี่ยนเรื่องดีกว่า

เมื่อวานไปดู The Day After Tomorrow มาไม่ต้องสงสัย เราฟังภาษาเยอรมันไม่ออกหรอก เราปั่นจักรยานไปดูที่โรงหนังเสียงต้นฉบับ (Soundtrack) ใกล้บ้าน ราคาตั๋วก็ 8.5 € ถ้าไปดูรอบวันเสาร์จะมีแบบฉายควบกับ ID4 ด้วย แต่ท่าทางจะไม่ไหว หนังอเมริกันจ๋า ฮีโร่ริซึ่มขนาดหนักเลย โดยรวม The Day After Tomorrow หนังสนุกดี ทำเทคนิคเนียนมาก ดูแล้วตื่นตาตื่นใจ มีปล่อยมุขฮามาเป็นระยะ แต่พอออกจากโรงหนังกลับรู้สึกสมองกลวงยังไงบอกไม่ถูก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหนังจะสอนอะไร ขอมาคุยเรื่องโรงหนังดีกว่า โรงหนังที่นี่ถ้าเทียบกับที่เมืองไทยแล้ว โรงหนังบ้านเราดีกว่าเยอะ ใหญ่โตมโหฬารอลังการงานสร้างมาก ราคาตั๋วก็ถูกกว่าที่นี่ค่อยข้างเยอะ แล้วที่มิวนิคเนี่ยก็ไม่ได้มีโรงหนังที่ฉายหนังเสียงต้นฉบับเยอะเหมือนเมืองไทย โรงหนังส่วนใหญ่จะฉายเสียงพากย์เยอรมันซะเกือบหมด.. ฟังไม่รู้เรื่อง.. ที่บ้านเรา ก่อนแสดงหนังจะร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีกันก่อน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาช้านาน ส่วนที่นี่ ก่อนฉายหนัง เค้าจะหยุดโฆษณา แล้วปิดม่าน กับเสียงดนตรี ติ๊ง ติ้ง ติ่ง ติงงง แล้วถึงเปิดม่านเพื่อเริ่มฉายหนังกันต่อ.. โรงหนังที่นี่จะดีกว่าที่บ้านเราก็เพียงอย่างเดียวตรงที่ เอาเบียร์เข้าไปดื่มได้ ระหว่างดูหนังจะได้ยินเสียงก๊อกแก๊ก ขวดกระทบขวดเป็นระยะๆ อย่างเมื่อวาน คนข้างๆเราเนี่ย กลิ่น Weissbier หึ่งเลย ได้กลิ่นก็เปรี้ยวปาก เสียดายเค้าวางขวดไว้ด้านนู้น ว่าจะเนียนซะหน่อย แหะ แหะ.. ดูหนังจบ ๔ ทุ่มกว่าๆ ปั่นจักรยานกลับบ้าน อ่านสามก๊กถึงเช้า รอช่วยน้องไข่ดูพรีเซ้นเทชั่น อาบน้ำนอน หลับภายในไม่กี่วินาที