Stop the habit of wishful thinking
and start the habit of thoughtful wishes.


Sunday, February 27, 2005

ถ่ายรูป แต่งรูป

ช่วงนี้งานมีปัญหา และก็เป็นปัญหาร้ายแรงขึ้นทุกวัน แต่คุณบอมบ์ก็ยังสามารถ หาเวลาออกไปถ่ายรูป แถมยังเอากลับมาแต่งๆเพื่อจะโพสต์ได้ทุกวัน ตอนนี้เกาะอยู่สามบอร์ดเลย ไทยดี สองหาว และ โฟโตโคมมูนีเต้ บางคนเค้าบอกว่าเค้าชอบอยู่บอร์ดเดียว แต่เราว่าแต่ละบอร์ดก็มีข้อดีข้อเสียและแนวทางแตกต่างกันไป คนที่อยู่ในจังหวะเรียนรู้อย่างเราน่าจะรับสิ่งเหล่านี่ในทุกๆมุม นั่งดูรูปคนอื่นเค้าถ่ายออกมาสวยๆก็ทำให้มีแรงอยากออกไปถ่ายบ้าง เดี๋ยววันนี้จะฝ่าหิมะออกไปถ่ายรูปที่ Schloss Nymphenburger กับ Westpark ซักหน่อย ถ้าไม่หกล้มจมกองหิมะไปซะก่อน คงได้รูปกลับมาเต็ม CF แน่ๆ

ช่วงนี้เริ่มแก้ไขหน้าตาของ blog แล้ว เริ่มเปลี่ยนคำใหม่สังเกตุไม๊

Wednesday, February 23, 2005

มาฆปุรณมีบูชา

เนื้อหาจาก งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด
ต้นฉบับอยู่ ที่นี่ ครับ

ประวัติ


วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๓ หรือประมาณราวเดือนกุมภาพันธ์ แต่หากเป็นปีอธิกมาส (ปีที่มีเดือน ๘ สองหน) วันมาฆบูชาจะเลื่อนไปเป็น วันขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือน ๔ หรือประมาณเดือนมีนาคม
          วันมาฆบูชา ย่อมาจากคำว่า "มาฆปุรณมีบูชา" แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๓ ถือเป็น "วันจาตุรงคสันนิบาต" แปลว่า การประชุมอันประกอบด้วยองค์ ๔ ซึ่งเป็นเหตุการณ์อัศจรรย์เกิดขึ้นพร้อมกันในสมัยพุทธกาล คือ

          ๑. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานที่จ่างๆ เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ เวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ
          ๒. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูปเหล่านี้ ล้วนเป็นพระอรหันต์ และได้รับการบวชจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา 
          ๓. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ต่างมาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้มีการนัดหมาย
          ๔. วันที่มาประชุม ตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันเพ็ญกลางเดือน ๓) เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมเทศนา อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ โอวาทปาติโมกข์

          โอวาทปาติโมกข์ คือ ข้อธรรมย่ออันเป็นหลักหรือหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา ๓ ประการ ได้แก่

๑. ไม่ทำความชั่วทั้งปวง เว้นจากความชั่วด้วยกาย วาจา ใจ 
๒. ทำความดีให้ถึงพร้อม ด้วยกาย วาจา ใจ 
๓. ทำจิตใจให้หมดจดบริสุทธิ์ผ่องใส

 

การปลงมายุสังขาร

 
          หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้และสั่งสอนพระธรรมมาเป็นระยะเวลา ๔๕ ปี พระองค์ทรงปลงมายุสังขาร คือ ตั้งพระทัยว่า "ต่อแต่นี้ไปอีก ๓ เดือน เราจักเสด็จดับขันธปรินิพพาน" การปลงอายุสังขาร ตรงกับวันมาฆบูชาในปีที่พระพุทธองค์มีพระชนมายุ ๘๐ พระชันษา
          ด้วยเหตุนี้ ในวันมาฆบูชา ชาวพุทธจึงถือว่าเป็นวันที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า รวม ๒ ประการ คือ เป็นวันที่แสดงโอวาทปาติโมกข์ และ เป็นวันปลงอายุสังขาร
 

ประวัติการประกอบพิธีมาฆบูชา

 
          ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบราชกุศลมาฆบูชาไว้ดังนี้ 

          การมาฆบูชานี้ แต่เดิมก็ไม่ได้เคยทำมา พึ่งเกิดขึ้นเมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตามแบบโบราณบัณฑิตนิยมไว้ว่า วันมาฆบุรณมีพระจันทร์เสวยฤกษ์มาฆะเต็มบริบูรณ์ เป็นวันที่พระอรหันต์พุทธสาวก ๑,๒๕๐ ได้ประชุมกันพร้อมด้วยองค์สี่ประการ เรียกว่าจาตุรงคสันนิบาต พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์ เป็นการประชุมใหญ่และเป็นการอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา นักปราชญ์จึงได้ถือเอาเหตุนั้นกอบการสักการบูชาพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ พระองค์นั้น ให้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสและสังเวช 

          การพระราชกุศลนั้น เวลาเช้าพระสงฆ์วัดบวรนิเวศน์และวัดราชประดิษฐ์ ๓๐ รูป ฉันในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เวลาค่ำเสด็จออกทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการแล้ว พระสงฆ์สวดทำวัตรเย็นเหมือนอย่างที่วัดแล้ว จึงได้สวดมนต์ต่อไปมีสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ด้วย สวดมนต์จบทรงจุดเมียนรายตามราวรอบพระอุโบสถ ๑,๒๕๐ เล่ม มีประโคมด้วยอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงได้มีเทศนาโอวาทปาติโมกข์กัณฑ์ ๑ เป็นเทศนาทั้งภาษามคธและภาษาสยาม เครื่องกัณฑ์จีวรเนื้อดีผืนหนึ่ง เงิน ๓ ตำลึงและขนมต่างๆ เทศน์จบพระสงฆ์ซึ่งสวดมนต์รับสัพพีทั้ง ๓๐ รูป 

          การมาฆบูชานี้เป็นดือนสามบ้าง เดือนสี่บ้าง ตามวิธีปักษคณนาฝ่ายธรรมยุติกนิกาย แต่คงอยู่ในดือนสามโดยมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกทุกปีมิได้ขาด แต่ในแผ่นดินปัจจุบันนี้ (หมายถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) เสด็จออกบ้างไม่ได้ออกบ้าง เพราะมักจะเป็นเวลาประสบกับที่เสด็จประพาสหัวเมืองบ่อยๆ ถ้าถูดคราวเส็จพระราชดำเนินไปประพาสบางประอินหรือพระพุทธบาท พระพุทธฉาย พระปฐมเจดีย์ พระแท่นดงรัง ก็ทรงทำมาฆบูชาในสถานที่นั้นๆ ขึ้นอีกส่วนหนึ่งต่างหากนอกจากในพระบรมมหาราชวังฯ 


| การประกอบพิธีเวียนเทียน ในวันมาฆบูชา | บทสวดมนต์ไหว้พระ

อ้างอิง 

ประเพณี พิธีมงคล และวันสำคัญของไทย. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก, 2539. 

ข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด

Tuesday, February 22, 2005

ลำบากแทบตาย รูปเดียวได้ไง



นี่แน่ะ เอาอีกรูป มาทำขาวดำแล้วก็เอาสีพ่นๆๆๆๆ แปลกตาไปอีกแบบ เอ้า ลากทางเดินเข้าไปด้วย อยู่เมืองไทยอย่าลืมเข้าวัดเข้าวาซะบ้างนะเพื่อนๆ

Monday, February 21, 2005

ในที่สุด.. ในที่สุดก็ได้ไปซะที



หลังจากที่เราได้เห็นรูปวาด Sala-Thai จากงาน Weihnachsmarkt และได้กลับมาค้นๆในอินเตอร์เน็ท จนได้รู้ได้รู้จัก Sala-Thai ว่าอยู่ในมิวนิคนี่เอง อยู่ใน Westpark จึงได้เกิดแผนการถ่ายรูปศาลา(แบบ)ไทย(ๆ) ที่ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศของความหนาว (และเหงา) ของหิมะ แต่แล้ว แผนของเราแผนแล้วแผนเล่าก็พัง มีเพื่อนนัดมา ต้องไปช่วยเพื่อนทำงาน ไม่สบาย ฝนตก อาทิตย์นี้ก็เลยสัญญากับตัวเองว่าจะไปให้ได้ และเราก็ไปมันทั้งๆที่น้ำมูกยังไหล ไม่สบายมึนหัว ไปมันตอนกลางคืนอีกต่างหาก นั่งรถจากบ้านตอนหกโมงเย็นไปประมาณสองกิโล แล้วก็เดินไปอีกสองสามกิโล ตอนเดินไปเนี่ย หนาวมาก รู้สึกผิดที่เอาตัวเองมาลำบาก เหงาๆก็เหงา แถมต้องมาหนาวทรมานอีก ขาเริ่มแข็ง สวนสาธารณะก็ใหญ่เหลือเกิน เดินไปก็หลง ถามทางเค้าไปตลอด แต่พอไปถึงปุ๊บ เราก็รู้แล้วว่าความลำบากของเราคุ้มค่า เราค่อยๆบรรจงถ่ายรูปมาอย่างอยากลำบาก แสงไม่เป็นใจ focus ไม่ได้ ตั้ง 30 วิฯแล้วแสงก็ยังไม่พอ WB ของกล้องถูกหลอก แต่เรารู้ว่าไม่เป็นไรหรอก ถ่ายเป็นวัตถุดิบเอากลับไปใช้ retouch ก็ได้ ครึ่งชั่วโมงผ่านไปถ่ายได้ประมาณสิบกว่ารูป แล้วก็ถ่ายรูปแถวๆนั้นอีกสองสามรูป เก็บกล้องเก็บขาตั้งกล้อง เดินทางกลับบ้านด้วยใจที่อิ่มเอม (และร่างกายที่ร่อแร่)
ตั้งใจแล้วว่าครั้งหน้าเราจะไปใหม่ จะไปตอนกลางวัน จะถ่ายให้สวยกว่านี้อีกสิบเท่าเล้ยย

Saturday, February 19, 2005

เราคุยกับเพื่อน


วันนั้นได้คุยกับเพื่อนคนนึงที่ไม่ได้คุยกับมาปีกว่าๆแล้ว ตั้งแต่เราจบใหม่ๆก็ว่าได้ มันหายไปนานเลย เราสนิทกับมันระดับนึง ก็เลยเข้าใจว่ามันเป็นของมันอย่างนี้แหละ บทจะไปก็ไปบทจะมาก็มา ยิ่งตามหามัน มันก็ยิ่งหลบหน้า แต่ก็ช่างมันเถอะ วันนั้นคุยกับมันได้เรื่องว่า..

เพื่อน: เฮ้ย เป็นไงบ้างวะบอมบ์ ไม่ได้คุยกันนานเลยนะ
เรา: เออ นานพอที่เมียมึงจะท้องกับกรูได้แล้ว
เพื่อน: ปากหมาเหมือนเดิมนะมึง
เรา: ขอบใจว่ะ ไม่ต้องชมหรอก รู้ตัวดี
เพื่อน: ว่าแต่ตอนนี้ทำส้นตีนอะไรอยู่วะ
เรา: ทำรองเท้ามั๊ง ทำส้นตีน
เพื่อน: ถามดีๆ ทำไมตอบกวนตีนนักวะ
เรา: โถ ไอ้สัดเอ๊ย มึงพูดสุภาพๆก่อนเด่ะ
เพื่อน: เอาจริงๆ
เรา: ..... ก็เรื่อยเปื่อยว่ะ งานคล้ายๆเดิม ก๊อกๆแก๊กๆไปวันๆ ถูกหวยเมื่อไหร่ก็รวยเมื่อนั้น
เพื่อน: หวังว่ามึงคงจะรวยก่อนตายนะ แล้วทำงานที่ไหนวะ
เรา: ไอ้เหี้ยนี่ถามได้ถามดี ก็ทำงานที่บริษัทซิวะ ไม่ได้เก็บขยะ จะไปทำงานข้างถนน
เพื่อน: แม่ง เออ ได้ข่าวว่าไปอยู่เยอรมันเหรอวะ
เรา: รู้แล้วยังจะถามอีก เออ มาอยู่นานแล้ว นานพอจะพาเมียน้อยมึงมาคลอดลูกที่นี่ได้เลยล่ะ
เพื่อน: เมิงงง คบชู้กับเมียหลวงกรูไม่ว่า แต่เมียน้อยเนี่ย หวง!
เรา: ไม่ทันแล้วล่ะ
เพื่อน: มึงพากรูนอกเรื่องอีกแล้ว เออ แล้วไปอยู่เมืองนอกเป็นไงวะ ป่านนี้รวยแย่เลยดิวะ
เรา: รวยชิบหายเลยล่ะ ว่าแต่มึงพอมีเงินส่งมาให้กรูยืมบ้างป่าววะ
เพื่อน: ควย o0o เออ ช่างมันเถอะ ไม่ได้เงินก็ได้ภาษากลับมาบ้างล่ะ
เรา: คงได้บ้างแหละมั๊ง เยอรมันพูดไม่ได้ อังกฤษพูดไม่คล่อง ภาษาไทยก็เริ่มพูดไม่ชัดแล้วว่ะ
เพื่อน: อ่า..

(แล้วมันก็หายไปนาน ท่าทางจะเริ่มคิดหนัก)

เพื่อน: เอาเถอะวะ ถึงไม่ได้เงิน ไม่ได้ภาษา ก็หิ้วเมียแหม่มมาฝากแม่มึงซักคนซิวะ
เรา: อย่าว่าแต่เมียแหม่มเลยว่ะ แฟนที่เมืองไทยตอนนี้ก็เลิกแล้ว
เพื่อน: อืม..

(มันหายไปรอบสอง คราวนี้นานกว่าเดิมอีก)

เพื่อน: มึงไปทำไมวะเยอรมัน เงินก็ไม่มีเหลือ ภาษาก็ไม่ได้ หญิงก็ไม่มี
เรา: เรื่องของกรู!
เพื่อน: มึงกลับมาเถอะว่ะ อยู่ที่นู่นก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก
เรา: ก็บอกแล้วไงว่าเรื่องของกรู!!


จำไว้ว่าถ้าใครคิดจะถามเราแบบนี้อีก เราจะบอกให้ว่า "เรื่องของกรู " จริงๆแล้วเหตุผลหลักที่เรามาอยู่เยอรมันเนี่ย มีสองอย่าง อย่างแรกคือมาเพื่อนเอา profile ข้างหน้าจะไปทำอะไรมันก็จะดูดีกว่าจบมาแล้วก็ก๊องๆแก๊งๆอยู่แถวๆเดิม อย่างที่สองคือมาเพื่อเปิดวิสัยทัศน์ตัวเอง มาเห็นอะไรที่แตกต่าง มารู้จักคนในโลกใบเดียวกันแต่อยู่คนละซีก เรื่องวิสัยทัศน์เนี่ยสำคัญมากเป็นหนึ่งในตัวหลักที่จะกำหนดอนาคตในหน้าที่การงาน และอาจจะรวมไปถึงเรื่องครอบครัวด้วยซ้ำ.. แต่เอาเถอะ พูดไปบางทีก็อาจจะไม่เข้าใจ แต่หวังว่าวันนึงจะเข้าใจแบบเดียวกับเรานะ เราไม่ได้บอกว่าเรารู้มากกว่า เห็นมากกว่า หรือเข้าใจมากกว่าหรอก แต่อย่างน้อยๆเราก็เข้าใจบ้าง และเข้าใจว่ามันสำคัญแค่ไหน..

Sunday, February 13, 2005

คุณวาเลนไทน์ ใครรู้จักบ้าง



วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ เราให้ดอกไม้ เราให้ช้อกโกแล้ตกับคนที่เรารัก แต่รู้ไม๊ว่าคุณวาเลนไทน์ที่เป็นชื่อของวันเนี่ย เป็นใครกันแน่.. ถ้ายังไม่รู้เราจะเล่าให้ฟัง อ่อ ต้องบอกก่อนว่า เรื่องราวของคุณวาเลนไทน์เนี่ยมีหลายตำนานมาก บางตำนานก็ไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่เราจะเลือกเล่าให้ฟังซักสองสามตำนานที่ดูน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับละกัน
ตำนานแรกเนี่ยเค้าว่าคุณวาเลนไทน์ (St.Valentine) เป็นบาทหลวงอยู่ในโรม (Rome) ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นยุคคริสตร์ศัตวรรษที่ ๓ เป็นสมัยจักรพรรดิคลาวเดอุสที่ ๒ (Claudius II) ซึ่งท่านคลาวเดอุสเนี่ย มีความคิดว่า ทหารที่เป็นโสด ไม่มีเมีย ไม่มีครอบครัว จะรบได้ดีกว่าทหารที่แต่งงานแล้ว ท่านจึงออกกฏห้ามทหารแต่งงาน แต่คุณวาเลนไทน์ท่านมีความเห็นตรงข้าม ท่านว่ากฏไม่ถูกต้อง และลักลอบทำพิธีแต่งงานให้กับหนุ่มสาวมากมาย จนสุดท้ายถูกจับได้และถูกลงโทษประหารชีวิตในที่สุด
ตำนานที่สองก็ว่ากันว่า คุณวาเลนไทน์เนี่ยติดคุก แล้วก็ดั๊นไปตกหลุมรักกับลูกสาวผู้คุมขัง จนถึงสุดท้ายที่เค้าจะถูกประหารชีวิต เค้าเขียนจดหมดส่งไปหาสาวน้อยนางนั้น แล้วก็ลงท้ายว่า "จากวาเลนไทน์ของคุณ" หรือในภาษาอังกฤษก็ "From your Valentine,"
มีอีกตำนานที่เค้าพูดกันบ่อยๆก็คือ สมัยโรมันยุคนึงมีการจับชาวคริสตร์ไปคุมขัง ทรมานต่างๆนาๆ คุณวาเลนไทน์ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตาและความรักเต็มหัวใจ (เว่อร์ซะไม่มี) ได้ช่วยนักโทษหลายคนหลบหนีออกจากคุก
แต่ละตำนาน อ่านแล้วก็ฮีโร่ริซึ่มมากๆเลย เค้าว่ากันว่า คุณวาเลนไทน์เนี่ยเป็นนักบุญ (Saint) ที่ยอดนิยมมากในยุคกลาง โดยเฉพาะประเทศแถบฝรั่งเศสกับอังกฤษ เราก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ฟังเอาไว้เป็นนิยายฝรั่งก่อนนอน คุณวาเลนไทน์จะเป็นใคร หรือเคยทำอะไรมาบ้างเราไม่รู้ แต่วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์จะเป็นวันแห่งความรักอันสมบูรณ์ได้ก็เพราะคุณและคนที่คุณรักนั่นแหละ และวันไหนๆก็เป็นวันวาเลนไทน์ได้ ขอเพียงเรามีหัวใจของวาเลนไทน์ก็พอ

วันนี้คุณบอกรักคนพิเศษของคุณหรือยัง

Saturday, February 12, 2005

ภาษาที่เราเรียน

ครั้งแรกที่เราเริ่มเปล่งเสียงได้ ทุกคนพูดภาษาเดียวกัน ภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง อื้อๆอ้าๆ หลังจากนั้นผ่านเวลาไปซักหนึ่งฝนเราจะเริ่มพูดคำง่ายๆได้แล้ว

แม่ พ่อ หิว อึ จะเอาๆ

แล้วเราก็เรียนรู้มากขึ้น พูดได้ซับซ้อนมากขึ้น

"ไปเที่ยวกันนะครับ หนูอยากไปเขาดิน"
หรือไม่ก็
"ผมรักคุณแม่ครับ"

หลังจากนั้นเราก็เริ่มใช้ภาษาของเราในทางที่เป็นประโยชน์มากขึ้น

"คุณแม่ครับ ถ้าผมสอบได้คะแนนดี คุณแม่ต้องซื้อหุ่นยนต์ให้ผมนะครับ"
หรือไม่ก็
"ถ้าทุกอย่างเป็นตามที่คุณพูด พรุ่งนี้คุณเช็คบัญชีคุณได้เลย"

เราเริ่มพูดภาษาที่สอง
"I'm Thai. I can speak English. I love you"

แล้วเราก็เริ่มพูดภาษาที่สาม
"Sprechen Sie Englisch? Ich auch. Ich liebe dich."

ภาษาที่สี่บ้างบางประโยค
"Je t'aime."

ภาษาที่ห้าก็ด้วย
"Te quiero"

แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราต้องระลึกถึงมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือ เราพูดภาษาคนรู้เรื่องหรือเปล่า เพื่อนๆคนไทยหลายๆคนที่ผมรู้จัก พูดภาษาอังกฤษได้ชัดขนาดฝรั่งแปลกใจ หรือพูดได้หลายภาษาพอๆกับ talking dict ก็เถอะนะ บางคนกลับพูดภาษาไทยไม่ชัด หรือแม้กระทั่งพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง อันนี้สำคัญ จำไว้ว่าเวลาพูดติดต่อทั่วๆไป สารที่จะส่งสำคัญกว่าพาหนะ (ภาษา) เสมอ
สิ่งสำคัญอย่างที่สองก็คือ คุณต้องจริงใจกับคำพูดตัวเอง คำบางคำหรือประโยคบางประโยค ถ้าคุณไม่รู้สึกอย่างที่พูด จงอย่าพูดอย่ามาก อีกสองสามวันก็จะเป็นวันแห่งความรัก ถ้าคุณคิดจะบอกรักใคร ขอให้จริงใจกับคำพูดของคุณ ถ้าคุณสามารถบอกรักใครโดยไม่ต้องใช้ความกล้าหาญในการพูด ผมว่าคุณกลับไปถามความรู้สึกตัวเองก่อนพูดดีกว่า ขอให้วันแห่งเซนต์วาเลนไทน์เป็นวันแห่งความรักอันบริสุทธิ์อย่างที่มันควรเป็นเถอะ..

ขอให้มีความสุขกับคนที่คุณรักนะครับ
(แต่ถ้าไม่ มาอยู่เป็นเพื่อนผมก็ได้ )

Wednesday, February 09, 2005

เรื่องสั้น: ลมโชย ใบไม้ร่วง

ชายหนุ่มนั่งทอดขาสูบบุหรี่ริมระเบียงบ้าน เค้าจากบ้านมาไกลเพื่อค้นหาและเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย แต่วันนี้ความคิดของเค้ากลับวนเวียนอยู่แต่เรื่องเก่า สายตาของเค้าก็มองไปไกลแค่ต้นไม้ขนาดกลางที่บังเอิญมาโตอยู่ใกล้ๆกับคอนโดมิเนียมระดับกลางที่เค้าพักอยู่ นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่จิตใจเค้าวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องในอดีตสมัยเค้ายังเด็กๆจนถึงช่วงวัยรุ่น สายตาเค้าทอดไปไกลในท้องฟ้าเป็นครั้งคราวสลับกับต้นไม้ต้นเดิม เค้าไม่รู้ว่านั่งอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่แล้ว ที่เขี่ยบุหรี่อันว่างเปล่าค่อยๆถูกเติมเต็ม ยิ่งนั่งนานขึ้นเท่าไหร่ จิตใจเค้าดูเหมือนจะยิ่งลอยไปไกลเท่านั้น สายตาเค้าจับจ้องอยู่ที่ต้นไม้นานมากขึ้นๆ ต้นไม้ขนาดกลางลำต้นแต่เต็มไปด้วยใบเขียวเหมือนนิกรอยหัวฟูย้อมผมเขียว เค้ายิ้มเล็กๆให้กับความคิดติดตลกของตัวเอง เค้านั่งอยู่ที่ชายระเบียงอีกนาน นานจนใบไม้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแซมเขียว เค้าจุดบุหรี่ขึ้นสูบอีกหนึ่งตัว นั่งคิดถึงเพื่อนๆเก่าๆในอดีต สมัยก่อนเค้าทำอะไรแผลงๆมากมายเพื่อดับไฟอันร้อนแรงภายในตัว แต่ยิ่งทำก็เหมือนยิ่งโหมไฟ หลายๆเรื่องที่เค้าทำท้าทายจนแม้แต่หัวใจของเขาเองแทบจะหยุดเต้น เหตุการณ์ต่างๆมากมายเค้าค่อยๆนึกถึง หลายๆเรื่องชัดเจนเหมือนกลิ่นบุหรี่ที่เค้าดับไปเมื่อซักครู่ แต่บางเรื่องค่อยๆจางจากไปเหมือนรสอาหารเย็นเมื่อวาน เพื่อนหลายๆคนมีเรื่องราวประทับใจมากมาย จนแม้เพียงเมื่อหลับตา ก็เหมือนเพื่อนคนนั้นกับเค้ากลับมาทำสิ่งต่างๆอีกครั้ง เพื่อนที่ไม่สนิทนักก็ยังพอนึกได้ไม่ยาก ความทรงจำอาจจะเลือนลาง แต่เค้ายังจำมันได้ดี
แสงแห่งอาทิตย์ส่องแรงถึงที่สุด ต้นไม้สีเขียวชะอุ่มถูกปกคลุมด้วยสีเหลืองแซมน้ำตาล เค้านั่งมองด้วยความแปลกใจ ใบไม้เหลืองกลายเป็นใบแห้งถูกลมพัดร่วงหล่นลงสู่พื้น จากหนึ่งใบ สองใบ สามใบ ลมพัดโชยแรง ใบไม้ร่วงหล่นพร้อมกันกราวใหญ่ บนพื้นมีใบไม้เหลืองปะปนอยู่กับใบไม้แห้ง บางใบยังเหลืองอมเขียว ลมพัดโชยไปโชยมา ใครว่าลมพัดไปไม่หวนกลับ เค้านั่งนึกในใจ
พระอาทิตย์เบาแรงลงไปมาก ใบไม้ร่วงจนต้นใกล้ตายรัง เหลือใบติดกิ่งก้านไม่กี่ใบ สายตาเค้าถูกใบไม้เหล่านั้นดึงความสนใจเข้าไป ลมหวนกลับมาเบาๆ ใบไม้ใบหนึ่งสั่นเทิ้ม ขั้วใบค่อยๆงอช้าๆและถูกแรงลมปลิดลงในที่สุด เค้ามองใบไม้ใบนั้นหมุนวนไปมา ค่อยๆร่วงลงช้าๆ "ใบไม้ใบนี้แปลกไปจากใบอื่น" เค้าคิดในใจ "เอ๊ะ แล้วมันต่างจากใบอื่นยังไงนะ" เค้าถามตัวเอง ใบไม้ร่วงลงสู่พื้นในที่สุด เค้าพยายามมองหามันจากกองใบไม้ร่วงมากมาย เค้าหามันไม่พบ ใบไม้ร่วงหมดต้น แสงสุดท้ายของอาทิตย์ใกล้เข้ามา เค้าจุดบุหรี่มวนสุดท้ายขึ้นสูบ ใบไม้ทุกใบแตกต่างกันและเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ถูกสายลมพัดเพียงแผ่วเบาปลิดลงจากขั้ว..
เค้านั่งนึกถึงเพื่อนเก่าในอดีต นึกถึงสิ่งต่างๆที่เคยทำร่วมกันมา มีเพื่อนกี่คนกันที่ถูกสายลมแห่งกาลเวลาพัดหลุดจากขั้วความทรงจำของเขา เค้าคิดพลางยิ้มให้กับตัวเองอีกครั้ง ไม่เป็นไรหรอก ใบไม้ถึงจะร่วงหล่นลงก็จะกลายเป็นปุ๋ยเพื่อเลี้ยงต้นไม้ให้ผลิใบต่อไปในวันรุ่งขึ้น..
เค้ากลับเข้าในตัวบ้านเตรียมอาหารเย็นเตรียมต้อนรับเพื่อนเก่าที่จะพาเพื่อนใหม่มาค้างคืนนี้

Monday, February 07, 2005

เรื่องสั้น: ก้อนหินเล็กๆก้อนหนึ่ง



กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ลมฟ้าอากาศได้ทำให้ภูเขาใหญ่แตกหินก้อนเล็กๆก้อนหนึ่งออกมา
หินก้อนนั้นค่อยๆกลิ้งตกจากยอดเขา หล่นไปในลำธารเล็กๆดัง ต๋อม.. ลำธารนั้นการจาก
ตาน้ำเล็กๆตาหนึ่งจากตาน้ำเป็นร้อยเป็นพันในป่าเล็กๆแห้งนั้น ก้อนหินน้อยก้อนนั้น
ค่อยๆถูกน้ำไหลเอื่ยในลำธารพัดเขยื้อนมาอย่างช้าๆ หยุดบ้าง เคลื่อนบ้าง จากวัน
เป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากหนึ่งปีเป็นสองปี สิบห้าปีผ่านไป มันถูกพัดไกลจากจุดที่
มันตกน้ำครั้งแรกไกลขึ้นเรื่อยๆ จากแรงตาน้ำกลายเป็นแรงตาน้ำหลายตา น้ำพัดแรงขึ้นๆ
ก้อนหินน้อยได้เจอก้อนหินก้อนอื่นๆอีกมากมาย เล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่ไม่มีก้อนไหน
ที่มีสีเดียวกับมันเลย ก้อนหินน้อยก็เคลื่อนไปเร็วขึ้น มันถูกกระแสน้ำพัดเป็นสิบปี
หน้าตาก็หล่อเหลา ก้อนหินถูกลับคมจนดูเกลี้ยงเกลาแล้ว
มันยังถูกพัดไปเรื่อยๆ จากลำธารเล็กๆ สู่ลำธารใหญ่ๆ จนวันนี้มันเคลื่อนมาถึง
แม่น้ำแล้ว มันเจอเพื่อนก้อนหินสีเดียวกับมันปะปนอยู่กับก้อนหินมากมายที่อยู่ใน
แม่น้ำนั้น มันดีใจ มันเลิกเก็บตัวและพยายามจะหมุนตัวให้เคลื่อนไปทางก้อนหิน
เหล่านั้น พยายามทักทาย พยายามพูดคุย แต่ไม่มีก้อนไหนหยุดคุยกับมันเลย
มันเหงามากกว่าเดิมเสียอีก เจอหินสีเดียวกันแต่ถูกเมินเฉย มันคิด อาจจะเพราะ
เราเป็นหินบ้านนอก อาจจะเพราะเราไม่หล่อเหลาเหมือนหินก้อนอื่นๆ หรือเพราะเราก้อน
เล็กไปนะ มันรวบรวมความอดทน ปล่อยให้กระแสน้ำพัดต่อไปเรื่อยๆ ผ่านไปอีกเกือบสิบปี
มันผ่านสิ่งต่างๆอีกมาก เคยติดเกาะแก่งกลางแม่น้ำ เคยพัดไปกระแทกโขดหิน เคยถูก
ปลาตอด มันเห็นก้อนหินสีแปลกๆอีกมากมายหลายๆสีมันไม่เคยเห็นมาก่อน แต่มัน
ก็มองหินเหล่านั้นอย่างหินที่ปลงแล้ว จนวันนึง มีหินสีคล้ายกับมันพยายามเคลื่อน
เข้ามาใกล้มันอย่างช้าๆ มันแปลกใจ "เอ๊ะ แถวๆนี้มีเราอยู่ก้อนเดียวนี่นา
นั่นมีก้อนหินก้อนอื่นจะมาหาเราแล้วเหรอ" มันดีใจระคนแปลกใจ ก้อนหินก้อนนั้น
เริ่มคุยกับมัน มันทั้งสองก้อนเริ่มคุยกัน จากการคุยเหนียมอายในครั้งแรกๆ
เป็นคุยแลกเปลี่ยนมากขึ้น มันทั้งสองก้อนจับมือไหลไปตามน้ำด้วยกันเรื่อยๆ
แม่น้ำสายหนึ่งบรรจบกับอีกสายหนึ่งน้ำเริ่มพัดเชี่ยวขึ้นเรื่อยๆ ก้อนหินเล็กๆ
เริ่มค้นพบว่า ก้อนหินเพื่อนรักของมันมีสีต่างจากมันขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนมัน
เริ่มเปลี่ยนสีหรือมันมองผิดไปหรือเปล่านะ มันคิดในใจ แต่มันก็พยายามบังคับ
ให้ตัวเองไหลไปพร้อมๆกับเพื่อนอย่างยากลำบาก แต่สายน้ำไม่เคบปราณีใคร
สายน้ำใจร้ายนั้นพัดแรงขึ้นแรงขึ้นทุกขณะ จนแรงก้อนหินน้อยๆไม่อาจต้านทานได้
มันถูกพัดไกลจากเพื่อนมันไปเรื่อยๆ แต่ทุกครั้งมันก็พยายามเคลื่อนตัวเข้า
มาหาเพื่อนมันด้วยแรงทั้งหมดที่มันมี สายน้ำแรงขึ้น แรงจนก้อนหินไม่อยากจะเชื่อ
จากสายน้ำพัด เริ่มมีน้ำหมุนเชี่ยววน สุดท้ายมันถูกพัดไปไกล มันพยายามตามหาหิน
เพื่อนมัน แต่มันหาไม่เจอ มันเหงา มันเสียใจ มันร้องไห้ แต่สายน้ำก็พัดน้ำตา
ของมันไปรวมกับอณูน้ำอื่นๆ มันเริ่มมอง มีหินมากมายที่ถูกพัดไปพร้อมๆกับมัน
หลายๆก้อนมีสีเหมือนมันมากกว่าเพื่อนรักมันเสียอีก มันรู้ไม่ได้สำคัญที่สีของหิน
แต่อยู่ที่ข้างในของหินนั่นเอง มันปล่อยให้กระแสน้ำพัดต่อไปเรื่อยๆ มันมองสิ่ง
รอบข้างด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป อีกนานแค่ไหนที่มันจะต้องถูกพัดไป มันถูกพัด
ออกทะเลแล้ว สายน้ำที่เคยเชี่ยวกราก กลับอ่อนแรงลง น้ำไม่ขุ่นเหมือนเมื่อก่อน
มันเจอสิ่งมีชีวิตแปลกๆอีกหลายอย่าง เจอหินที่แปลกจนเหมือนกับว่าจะไม่ใช่หิน
น้ำก็รสชาติแปลกไป แต่มันไม่กลัวหรอก มันคิด มันมองเห็นใต้น้ำได้ดีขึ้น
สำหรับมัน น้ำก็พัดเบาขึ้นแล้ว และที่สำคัญ มันรู้ว่าซักวันนึง กระแสของเวลา
จะพัดให้หินก้อนอื่นเข้ามาหาเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนมันเอง..
ก้อนหินน้อยในทะเลกว้าง..

ปล. เรื่องนี้ขอแต่งให้เป็นที่ระลึกวันสำคัญของเรา วันที่ ๕ กุมภาพันธ์
(แต่ทำไมเสร็จช้านักวะ)

Saturday, February 05, 2005

แนะนำหนังสือ: คนไทยในกองทัพนาซี



คนไทยในกองทัพนาซี แต่งโดย พ.อ.วิชา ฐิตวัฒน์ ราคา ๒๙๐ บาท

นักเรียนทุนกระทรวงกลาโหมไปศึกษาวิชาการทหาร จากแผนเดิมที่ต้องศึกษาในประเทศเบลเยี่ยม
โดนลมแห่งโชคชะตาพัดให้ไปศึกษาโรงรายนายร้อยเยอรมัน รวมถึงโรงเรียนกองกำลังสนับสนุนต่างๆ
และได้กลายเป็นฟันเฟืองอันหนึ่งของกองกำลังอักษะ สู่ชีวิตเชลยศึกหลังเยอรมันแพ้สงคราม

หนังสือเล่มนี้สอนอะไรมากมาย อาจจะเป็นชีวประวัติที่อ่านยากซักนิด แต่เมื่อเริ่ม
อ่านไปได้ซักพักจะวางไม่ลงพลางคิด ชีวิตคนหนอ ช่างถูกพัดพาเปลี่ยนปลงหักมุมได้ตลอดเช่นนี้
จากสูงสุดสู่ต่ำสุด ความแน่นอนใดๆหาในชีวิตได้ไม่ ขอยกหนังสือเล่มนี้ให้เป็นหนึ่งใน หนังสือแนะนำจากเราละกัน

เหตุการณ์รบทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถนำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พอจะเป็นเครื่องระลึกเตือนใจ
ถึงความหลังในเบลเยียม ในฝรั่งเศส ในเยอรมนี และในออสเตรีย มาได้เลย นอกจากรูปถ่ายเล็กๆ
ที่มิตรต่างชาติคนนี้อุตส่าห์ส่งมาให้จึงดูประหนึ่งว่าชีวิตและความหลังในยุโรปของ
ข้าพเจ้ามันย่นย่อเหลือเป็นภาพหน้าปกหนังสือที่ท่านกำลังถืออยู่นี้เท่านั้น
พ.อ.วิชา ฐิตวัฒน์

Friday, February 04, 2005

มาเล่น Skype กันไม๊



มาเล่น Skype กันเถอะ เพื่อให้การคุยของเรามีอัตถรสมากกว่าแค่ตัวอักษร
เพื่อการประหยัดค่าโทรศัพท์ทางไกล (ต่างประเทศ)
ขอสนับสนุนให้เพื่อนๆใช้ Skype กันถ้วนหน้า
เราใช้มานานแล้วเหมือนกัน Spy-free และ Ads-free ครับ โปรแกรมไม่รกเลอะเทอะ
ใช้งานง่าย จากประสบการณ์เสียงก็ไม่สะดุดเหมือน MSN หรือ Yahoo และไม่มีปัญหา
กับคนที่อยู่หลัง firewall ด้วย เคยคุยกับเพื่อนที่ต่อจากโมเด็มบ้านธรรมดา
เสียงยังดีกว่าเราใช้ calling card ซะอีก
มีเวอร์ชั่นสำหรับ Mac, Linux, Windows หรือแม้กระทั่ง PocketPC
ถ้าใครดาวน์โหลดมาลง สมัครสมาชิกเรียบร้อยแล้ว จะเข้ามาคุยกับเรา
ลองหาชื่อ mangmug นะ

Thursday, February 03, 2005

คนเหงา ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ก๊อกน้ำ กับ ๘๐ วันรอบโลก



วันนี้กลับบ้านเร็วกว่าปกติมาก สี่โมงกว่าๆก็ออกจากที่ทำงานแล้ว
สาเหตุเพราะว่าหิมะตกหนักมาก กลัวเอารถออกไม่ได้ (แต่จริงๆแล้วเพราะหิวมากกว่า)
วันนี้กลับมาถึงบ้านก็แช่ข้าวเหนียวกับหมักไก่เพื่อทำอาการเย็น
ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ข้าวเหนียวแช่ไม่นอนเลยนึ่งไฟอ่อนๆหน่อย
ส่วนไก่ก็หมักกับขิง ตะไคร้ ผงกระหรี่ และขาดไม่ได้ซีอิ้วขาว
หลังจากมื้อเย็นพร้อม เราก็เริ่มทานไปดู ๘๐ วันรอบโลกไป
หนังเรื่องนี้ ทำภาพสวยแปลกตาดีแฮะ ดาราดังๆเป็นตัวประกอบสองนาทีเพียบ
ดูๆแล้วก็ตลกไปอีกอย่าง ทำให้เรากลับมาคิดถึงแผนเดิมของเรา
บางทีเราอาจจะไม่กลับเมืองไทยด้วยเครื่องบิน แต่นั่งเรือเดินสมุทร
นั่งอยู่ในเรือซักเดือนสองเดือน ทบทวนตัวเอง ประสบการณ์แปลกๆใหม่ๆ
คงต้องคิดให้รอบคอบหน่อย..

ดูหนังเสร็จเบื่อๆ จะอ่านหนังสือต่อก็ขอผลัดไว้ก่อนบ้าง
หยิบกล้อง ค่อยๆเปิดก๊อกน้ำ เอาให้ค่อยๆหยดทีละช้าๆ ช้าๆ
กลั้นลมหายใจแล้วก็รอจังหวะน้ำก่อตัวเป็นหยด ก่อนก่อนหนังจังหวะ
ก็นั่นแหละ ไม่ได้รูปอย่างที่ต้องการซักที ไม่เป็นไร เอาไว้เอาใหม่
ก๊อกน้ำไม่ไปไหน คนเหงาอย่างเราเวลามีเยอะ แต่งานพรุ่งนี้นี่ซิ
ไม่รอเราเหมือนก๊อกน้ำ ถ่ายไปประมาณร้อยรูป ไม่ได้ถูกใจซักรูป
(รูปวันนี้ไม่ดีเลย shutter ต่ำ DOF แคบ หลังรก เอาไว้จะถ่ายซ่อม)
เอาเถอะนะ ไม่ได้แปะรูปมาหลายวันแล้ว ขอซักวัน ใครชอบดูรูปมากกว่าอ่าน
ก็เข้า pics-trash.blogspot.com ดีกว่า คงไม่ได้แปะรูปที่นี่บ่อยๆเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

สุดท้ายก็เอา "คนเหงา ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ก๊อกน้ำ กับ ๘๐ วันรอบโลก"
มาโยงอยู่ในเรื่องเดียวกันจนได้ ไหลจริงๆเลยเรา

Wednesday, February 02, 2005

มองไปทางไหนก็ขาว

วันนี้โพสต์ตอนพักเที่ยงเลยแฮะ
หิมะตกหนักตั้งแต่เช้าจนตอนนี้ยังไม่หยุดเลย
ประตูรถด้านติดทางเดินเปิดไม่ได้แล้ว เพราะว่าหิมะหนาจัด
หิมะเนี่ย ถ้าเรานั่งอยู่ในบ้านมองออกไปนอกหน้าต่างล่ะก็
สวยมากๆเลย แต่อย่าเปิดประตูออกไปนะ แค่สิบวินาทีก็มาก
เกินพอจะทำให้มือแข็งแล้ว เข้าทำนอง สวยแต่เจ็บ
หรือยิ่งสวยยิ่งอันตราย มองไปมีแต่สีขาวกับดำ
เป็นศิลปะคลาสสิคแบบนึงนึง ต้นไม้ยืนตายซาก ผงแป้งเกาะตามกิ่งก้าน
ลมพัดหิมะปลิวหมุนวน ตกลงตามสิ่งต่างๆอย่างแช่มช้า
เวลาค่อยๆหมุน.. (ที่เวลาหมุนช้าเพราะเป็นเวลางาน)
กลับไปทำงานต่อดีกว่า