Stop the habit of wishful thinking
and start the habit of thoughtful wishes.


Thursday, April 28, 2005

ประกาศตามหาลูกสะใภ้

ใครมี ลูกสาว ขาว หมวย อวบ นิสัยดี มีความคิด ทำกับข้าวเก่ง ฐานะทางบ้านสูง

ขณะทางครอบครัวศิริขำเปิดโอกาสให้สามารถนำมาแลกกับ

ลูกเขยจนๆ ตัวเตี้ยๆ ดำๆ นิสัยแย่ๆ ปากไม่ค่อยดี ทำอะไรไม่ค่อยได้เรื่อง

ผู้ใดสนใจ ติดต่อ ด่วน!

ฉัน

ฉันเคย เป็นใคร เมื่อในอดีต
ใครเป็นคน ขีดเขียน อดีตฉัน
ใครบ้าง ที่เคยมี ความสำคัญ
แล้วใครกัน ที่เคยฝัน ไปกับเรา

ฉันกำลัง เป็นใคร ในวันนี้
ใครบ้างเล่า จะเข้าใจ ชีวิตฉัน
มีใครบ้าง ที่จะเดิน ไปพร้อมกัน
แล้วความฝัน มันกลาย เป็นอะไร

ฉันจะเป็น ผู้ใด ในวันหน้า
ยังจะมี ใครนำพา ชีวิตฉัน
จะเหลือใคร บ้างไม๊ เห็นสำคัญ
โอ๊ว.. ความฝัน ผันกลาย ธุลีดิน

กรู

ถึงวันนี้ เท่าที่รู้ กรูก็คน
ถึงจะอด ก็ต้องทน ดิ้นรนไว้
ถึงจะเจ็บ จะเหนื่อยล้า ชอกช้ำกาย
ก็ไม่วาย ฝากลาย ใครอย่างกรู

ถึงวันหน้า ข้าไม่รู้ ดูไม่ถึง
แต่สิ่งหนึ่ง ข้าไม่ทิ้ง คือศักดิ์ศรี
และไม่อาจ จะทิ้ง ซึ่งความดี
ถึงชีพพลี ข้ามีไว้ ชายเหมือนกัน

เธอหนึ่ง.. เธอสอง..

เธอคนหนึ่ง...

เธอถามฉัน ทำไมถึงได้ทักเธอทุกวัน
ฉันตอบเธอ เพราะว่าเธอนั้นสำคัญ
ไม่งั้นฉัน คงไม่อยากคุยกับเธอ

เธอบอกฉันไม่สำคัญ อย่ามาจีบไม่มีหวัง
ฉันบอกเธอ เอ้อเหอ เธอเข้าใจผิดไปใหญ่
ใครบอกฉันจะจีบเธอ ไม่ได้ตั้งใจแบบนั้น

จะบอกเธออีกซักครั้ง ฟังไว้ให้ดี
ฉันนี้คุยกับเธอ เพราะผูกพันธ์และห่วงใย
แต่การที่ใครซักคนจะรักใครแบบนั้น ฉันว่ามันอีกไกล

วางใจเถิดน้องรัก
หากว่าเธอนั้นจะเข้าใจ
ฉันไม่ได้คิดอะไรกับเธอ...



เธออีกคนหนึ่ง...

เธอสงสัยฉันหายไปไหน ทำไมไม่คุยกัน
เธอถามฉัน เหตุใจถึงดูเย็นชา
ไม่เหมือน ที่เคยผ่านมา

เธอจ๋า จะให้ฉันบอกเธออย่างไร
ที่ฉันไม่ไปคุย ไม่ใช่ไม่คิดถึง
ที่ฉันเย็นชา ไม่ได้ว่าไม่คนึง
แต่เพราะสิ่งหนึ่ง ที่อยู่ในใจ

เธอครับ ไม่เคยขอให้เธอรับฟัง
แต่หากเธอจะเห็นใจกันบ้าง
อย่างนึงที่อยากให้จำเอาไว้
ฉันก็แค่อยากห้ามใจตัวเอง.. เท่านั้นเอง

เธอที่รัก อย่าคิดกังวลไปไหนไกล
ไม่ใช่ไม่รักเธอ แต่เราไปกันไม่ได้
ไม่ใช่ไม่ห่วงเธอ แต่อยู่ใกล้ฉันยิ่งลำบากใจ
และไม่ใช่ไม่ผูกพันธ์ แต่ฉันอยากให้เธอ เจอสิ่งที่สวยงาม




แด่เธอ

Wednesday, April 27, 2005

สมองซ้าย-ขวา

My left brain does not have anything right,
My right brain does not have anything left.


สมองข้างซ้าย ไม่รู้จักถูกผิด
สมองข้างขวา ไม่นำพาสิ่งใด


สมองซีกซ้าย เอาไว้ใช้จินตนาการ
ส่วนอันข้างขวา เค้าว่าเอาไว้ตัดสิน

ความฝันนั้นไม่เคยมีถูกผิด
ส่วนความคิด ผิด-ถูก เน้นเหตุผล

ชีวิตอยู่ได้อย่างไร หากไร้ความฝัน
แล้วใครกัน อยู่แต่กับการวิเคราะห์

เพราะเพียงแต่ฝัน ถึงไม่มีถูกผิด
และเพราะเพียงแต่คิด จึงไม่เหลือสิ่งใด


ปล. ขอบคุณ Muen สำหรับ ประโยคดีัๆที่ส่งมาเ้ป็นจุดเริ่มต้น

Tuesday, April 26, 2005

รถควาย

รถไฟก็คือเกวียนนั่นเอง.. รถควายย

ผมอ่านข่าวเกี่ยวกับเกวียนฟ้าใต้ดินหลายๆข่้าว
ผู้ว่าการเกวียนแห่งประเทศไทยแกออกมาตอบโต้ไม่ดีเลย
อ่านแล้วถึงขั้นตกใจ เช่นจะทำตามมาตรฐานความปลอดภัย
ของระบบเกวียนฟ้าใต้ดิน เฮ้อ คิดแล้วก็อ่อนใจโดยแท้
ถ้าทำตามมาตรฐานตัวเอง (กรู) เค้าน่าจะเรียกกันว่า ทำตามใจฉัน มากกว่า
ยิ่งอ่้านยิ่งคิด เกวียนปกติบ้านเราก็ช้าแสนใจ ขนาดที่ว่าขึ้นเกวียน
จากหัวลำโพง หมูแดดเดียวที่ตากไว้บนหลังคาเกวียนใช้ได้่พอดี
ส่วนเกวียนลอยฟ้าก็นะ มีเส้นทางเกวียนกระจุกอยู่แถบกลางกรุง
พอมาคิดถึงเกวียนใต้ดิน โอโห้ หนักใหญ่เลย มุดดินลงไปขนาดนั้น
โผล่มา่อีกทีถึงนรกแล้วจะไปร้องเรียนกับใครเนี่ย

จำไว้นะครับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ถ้าคิดจะเป็นผู้ใหญ่ ต้องรู้จักฟังคนอื่น
ข้อเสียของผู้ใหญ่บ้านเราคือฟังใครไม่เป็น ยิ่งใหญ่ยิ่งหูตึง ไม่รู้เป็นไรกัน
ส่วนถ้าเป็นเด็ก อย่าไปขัดง้างเอาชนะผู้ใหญ่ด้วยเหตุผล ให้่เอาชนะด้วยความดี
(เรื่องเปิดกับเรื่องจบคนละเรื่องกันเลย)

หนีไปก่อนดีกว่า มีคนถอดรองเท้าเตรียมขว้างแล้ว

Monday, April 25, 2005

จันทร์ เสาร์ อาทิตย์ เฮ้อ.. ชีวิต

เบื่อวันจันทร์ รักวันศุกร์
ถูกใจวันเสาร์ เมาค้างถึงวันอาทิตย์
โอ๊ยย ไม่อยากจะคิด แม่งวันจันทร์อีกแล้ว
แนวๆเดิม ทุกที

เฮ้อ.. ชีวิต
ยิ่งคิดยิ่งสับสน
แต่เรา่เกิดมาเป็นคน
ถึงจะยากจน ต้องอดทนสู้ต่อไป

Friday, April 22, 2005

ได้กล้อง(เก่า) มาใหม่ แล้ว เย้...

Canon A-1 กับ Zenit 12 XP
อ่านคู่มือ A-1 จบไปหนึ่งรอบ ว่างๆจะอ่านของ Zenit
ซื้อฟิล์มมาหลายม้วนเลย จะเอาไปฝึกฝือมีฝีมือซะหน่อย หุหุ

โอกาส

หลายๆครั้งเราได้ยินคนพูดว่า "ไม่มีโอกาส" ทุกคนที่พูด จะตัดพ้อวาสนาตัวเอง บางครั้งเราก็คล้อยตาม แต่ไม่ทุกครั้งหรอก

สำหรับเรา โอกาสคือ การที่เรารู้ว่าเราจะไปถึงอะไรซักอย่าง เรามองมั่นด้วยสายตาที่มั่นคง เราวางแผนถึงเส้นทางที่จะไปถึงมัน เราเดินไปถามเส้นทางนั้น ไม่ว่ามันจะขรุขระแค่ไหน และไม่ว่าหนทางจะยาวไกล เราก็จะยังไปต่อเสมอ.. จนสุดท้ายที่เราไปถึงจุดๆนั้น นั่นแหละ คือสิ่งที่เราเรียกว่า โอกาส

หลายคนก็โชคดี ไม่ต้องลำบากอะไรมาก แต่สิ่งดีๆกลับเข้าเหมือนแม่เหล็กสองขั้วที่ดูดกัน สำหรับคนแบบนี้ เราไม่ถือว่าเป็นโอกาส แต่เราเรียกสิ่งนี้ว่า โชคดี

Tuesday, April 19, 2005

อยากจะถาม คิดมา แล้วก็ถาม

1)
คนเยอรมันเค้าว่าไว้ว่า...
Es gibt keine dumme Fragen, nur dumme Antworten.
ไม่มีคำถามไหนโง่ มีแต่คำตอบโง่ๆ

เค้าสอนให้กล้าคิดกล้าถาม กล้าแสดงมันออกมา คิดแล้วก็อย่าเก็บเอาไว้ สงสัยก็อย่าไปหมกไว้คนเดียว ถามมาเถอะ ถึงคำถามมันจะดูโง่ๆ ก็ุถามมา


2)
แต่ถ้าถามไม่คิดเลยเนี่ยก็
Es gibt dumme Antwort für dumme Frage.
คำตอบโง่ๆก็เหมาะแล้วสำหรับคำถามโง่ๆ

อยากให้่คิดก่อนถาม น้องๆหลายๆคนที่ผมเจอ บางครั้งถามไม่คิดเลย ไม่ได้ตำหนิที่มาถาม แต่อยากตำหนิที่ไม่คิด เพราะถ้ามาถาม เราตอบ แต่เค้าไม่คิดถาม ก็จะยังไม่เข้าใจอยู่ดี ไม่มีใครเก่งใครรู้ไปทุกเรื่องหรอก แต่ถ้าไม่คิดเลย จะเข้าใจสิ่งต่างๆได้ยังไง บางครั้ง คำตอบก็อยู่ในคำถามนั่นแหละ


3)
สุดท้ายนี้ ผมได้ยินคนพูดในภาษาไทยก่อนได้เห็นในภาษาเยอรมันซะอีก
Die dümmste Frage, ist die Frage, die nicht gestellt wird!
คำถามที่โง่ที่สุดคือ คำถามที่คิดจะถาม แต่ไม่ได้ถาม

Monday, April 18, 2005

เติมความงามให้กับชีวิตกันบ้าง..



ช่วงนี้สภาพจิตใจขึ้นๆลงๆ ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน จนหลายๆครั้งคนที่สนุกสนานอยู่ตลอดเวลาอย่างเราก็ยากที่จะยิ้ม ปัญหาเยอะ หลายๆคนอยากให้เราเล่า เข้าใจนะว่าอยากช่วย เค้าใจนะว่าอยากจะช่วยแบ่งเบา ขอขอบคุณมากๆเลยสำหรับน้ำใจที่หยิบยื่นให้มา แค่รู้ว่าหลายคนตั้งใจจะช่วยเราก็ดีใจแล้ว เพียงแต่นั่นไม่ใช่ตัวเรา เราไม่ชอบเล่าเรื่องปัญหาของตัวเอง และเราเชื่อเสมอว่าเราจะแก้ปัญหาต่างๆของเราด้วยตัวเราเองได้ เราภูมิใจที่ได้พยายามจนมายืนอยู่จุดนี้ในวันนี้ได้ เราผ่านปัญหาหนักๆมาไม่น้อย ทั้งเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัว และเรื่องอื่นๆมาแล้ว และเราจะผ่านสิ่งต่างๆต่อไปเรื่อยๆ ไม่ต้องห่วงเน้อ

จากที่เล่าไปข้างบนแล้วว่าเราก็แย่ๆ เลยไม่อยากหมกตัวอยู่ในถ้ำ แถมเมื่อวันเสาร์อากาศดีมาก เราเลยออกไปหาความงามมาเติมให้กับชีวิตตัวเองบ้าง หน้าฤดุใบไม้ผลิ เมืองทั้งเมืองที่หยุดนิ่งไม่หายใจมาตลอดหน้าหนาวอันยาวนานกลับคืนสู่ความมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูแห่งการเริ่มต้น ต้นไม้ที่ตายซากมาตลอดหน้าหนาวอันแสนทรมานกลับมาเขียวชอุ่ม พื้นสีขาวดำแทนที่ด้วยสีเขียวของต้นหญ้า แซมด้วยสีแดงเหลือง ชมพูจากดอกไม้ดอกหญ้านานาประเภท เราเองอยากให้ฤดูใบไม้ผลิเป็นจุดเริ่มต้นอะไรดีๆในชีวิตเราบ้าง เรารู้ว่า ถ้าอยากให้มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นกับตัวเรา เราเองนั่นแหละที่จะต้องทำมันขึ้นมาเอง ไม่ควรจะรั้งรอใคร วันเสาร์นี้ ปั่นจักรยานเที่ยวเมือง ได้ดอกไม้มาสองต้น ตอนแรกว่าจะซื้อเป็นดอกๆ ดอกใหญ่ๆสีสดๆ แต่คิดไปคิดมาก ซื้อเป็นต้นดีกว่า อยากดูแลอะไรบ้าง อยากให้มีชีวิตมาอยู่เป็นเพื่อน และอยากเห็นความสวยงามของดอกไม้ ไม่ต้องสวยไปกว่าดอกไหน แต่ขอให้สวยอยู่กับเราไปนานๆ ดอกไม้สองต้น ต้นนึกคงออกเฉลี่ยนยี่สิบดอก ดูวันดอกก็ดูได้นานสองเดือน ประมูลกล้องมาสามตัว คงได้ถ่ายรูปดอกไม้ลองกล้องไปอีกนาน..

ตื่นมาวันนี้ตอนสายๆ ดอกไม้อยู่ริมหน้าต่าง แสงลอดผ่านครึ่งบานหน้าต่างที่เรารูดม่านทิ้งไว้ ท้องสีฟ้าแซมด้วยปุยเมฆสีขาวๆเทาๆ ดอกไม้สองต้นริมหน้าต่างกำลังแบ่งบานยิ้มต้อนรับอรุณสวัสดิ์ให้กำลังใจเราอยู่ ดีใจจริงๆ ชีวิตค่อยๆแบ่งบาน ความงามเล็กๆน้อยๆถูกแต่งแต้มเติมให้กับชีวิตเราแล้ว




ถ้าอยากให้ชีวิตสวยเรา เราเองนั่นแหละต้องเติมความงามให้กับชีวิตเราเอง

Friday, April 15, 2005

เฮ๊ย ถึงผมจะไม่หล่อ แต่ก็ไม่กลัวอยู่แล้ว..




ถึงผมจะไม่หล่อ ถึงจะไม่มีความสามารถพิเศษ และถึงจะกินขี้ไม่ได้
แต่ผมก็เป็นผม และผมก็รักตัวเองที่สุดเล้ยยย

ลอกมาจากบล๊อกของ น้องหนึง ขอบคุณอีกรอบมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ดีจริงๆ พี่ชอบมากเลย

Thursday, April 14, 2005

สงกรานต์สวัสดิ์ กับตัว Blindschleiche

สวัสดีวันสงกรานต์ปีใหม่ไทยนะครับมิตรรักแฟนเพลงที่ไม่ค่อยจะมี

เมื่อคืนวานฉลองกับเพื่อนๆคนไทยดึกไปหน่อย ดื่มกันก็มาก โชคยังดีที่ว่าบ้านเค้าอยู่ใกล้ (เดินประมาณห้าหน้าที่) วันนี้เลยซักผ้าตอนเช้าแล้วก็มาทำงานสาย แถมนั่งรถเมล์มากอีก หนักไปกว่านั้นคือ ขนาดสายแล้วยังเดินเล่นในสวนสาธารณะอีกต่างหาก แต่วันนี้ถือว่าเป็นวันพิเศษเลย เพราะตอนที่เดินเอื่อยเฉื่อยอยู่ในสวนฯ เราได้เจอตัว Blindschleiche เป็นๆกำลังเดินๆอยู่ด้วย เอ่อ ตัว Blindschleiche จะคล้ายๆกับไส้เดือนที่มีผิวหนังแบบจิ้งเหลน และมีขาแบบงู ความเร็วในการเดินก็ประมาณตรงกลางระหว่างความเร็วของไส้เดือนกับงู(ในยามปกติ)

ชื่อของเจ้า Blindschleiche ก็มีความหมายตามลักษณะของมันเลย คือ "ตาบอดกลิ้งๆ" ยังไงดีน๊า คือหัวมันเล็กๆเลยดูเหมือนไม่มีตา แล้วก็ท่าทาง ตอนที่มันเดิน (ถ้าจะเรียกการเคลื่อนที่แบบนั้นว่าเดินได้) มันจะกระดึ๊บๆไป (schleiche) หน้าตามันดูๆไปเผินๆก็เหมือนงู หรือไม่ก็ไส้เดือนตัวใหญ่ๆ แถมท่าทางมันจะเป็นมิตรไม่กลัวคนด้วย เราเลยได้โอกาสเก็บภาพเจ้าตาบอดกลิ้งๆไว้ด้วย อยากบอกว่าตื่นเต้นมาก เพราะเคยได้ยินชื่อเจ้านี่มานานแล้ว พึ่งจะได้เจอตัวเป็นๆ

อยากจะเอารูปเจ้าตัว Blindschleiche ขึ้นเวบนี้ แต่กลัวเพื่อนๆที่หลงเข้ามาน้อยๆอยู่แล้ว จะน้อยลงไปอีก ใครสนใจอยากดูรูปเจ้าตัว Blindschleiche ก็ตามไป ลิ้งก์นี้ กับ ลิ้งนี้ เลยนะครับ

อ่อ ถ้าใครยังไม่เมาแล้วหลงเข้ามาอ่าน ขอให้ระลึกไว้เสมอ จะขับรถขับเรือ ต้องมีสตินะครับ เพราะคนเมาในถนนก็เยอะจนทำให้การใช้รถราอันตรายอยู่แล้ว อย่าต้องเพิ่มเราเข้าไปอีกเลย อย่าเห็นแค่ความสนุกความสบายชั่วครู่ ทำให้คนที่รักคุณต้องเสียคุณไปเลยนะครับ

สวัสดีปีใหม่ไทยครับ

Tuesday, April 12, 2005

เสี่ยวเยอรมัน วันละคำ: Darum liebe ich dich!



Darum liebe ich dich!
เพราะเหตุนี้ เราจึงรักเธอ

von Engel18
แปล: บอมบ์


Bringst mich zum Lachen,
(พาเราสู่ชีวิตแห่งเสียงหัวเราะ)
bringst mich zum Weinen,
(เพราะคอยอยู่ซับน้ำตาในวันแห่งความเศร้า)
machst mein Leben auch zu deinem.
(และชีวิตของเรากับเธอมาร่วมกัน)


Teilst mein Glück,
(แบ่งปันเรื่องดีๆมากมาย)
teilst meine Sorgen
(มีความห่วงใยให้เสมอ)
nimmst mir so die Angst vor Morgen.
(เพราะเธอ เราไม่กลัวเรื่องราวต่างๆของวันข้างหน้า)


Verstehst meine Freude,
(เข้าใจเวลาเราสนุก)
verstehst meine Wut,
(และทุกเวลาที่เราโมโห)
was auch passiert,du machst alles gut!!!
(อะไรที่เธอทำ เธอทำมันได้ดีเหลือเกิน)


Für meinen Schatz
สำหรับเธอ ที่รักของฉัน


ต้นฉบับ ภาษาเยอรมัน โดย Engel18

Sunday, April 10, 2005

Konstanz In My Dream

Konstanz เป็นเมืองที่สวยจริงๆ
ขอตัดต่อรูปเป็นที่ระลึกให้ความทรงจำกับเพื่อนดีๆวันดีๆอีกซักรูป

รูป Panorama รูปที่สี่จากเรา
เป็นรูปแรกที่ตัดต่อด้วยมือ ด้วย Gimp




Saturday, April 09, 2005

ท่องเที่ยว: ปั่นจักรยาน Konstanz-Mainau-Swiss (ตอนที่ ๓ สุดท้ายแล้ว)

ใครบอกเราเล่าเรื่องไม่ได้เรื่อง อันนี้เข้าใจ
แต่เขียนอะไรยาวๆอย่างนี้ ก็เหนื่อยเหมือนกัน
ถ้าทนมาได้ถึงตอนนี้ ก็ขอบพระคุณอย่างมาก

ตอนที่ ๑
ตอนที่ ๒



ตอนสุดท้ายนี้ ขอแถมด้วยรูปพาโนราม่า เป็นรูปที่เราทำมาเป็นรูปที่สาม (รูปที่ สองเป็นรูป Schloss Nymphenburg) รูปพาโน่ฯชุดนี้เป็นรูปแรกของวัน คือวันนี้พวกเราตกลงกันว่าจะปั่นจักรยานไปเที่ยวสวิสฯกันก่อนกลับ ตอนขาไป น้องอ้วนดันพาเราปั่นจักรยานข้ามสะพาน เราก็เลย ด้วยจรรยาบรรณคนชอบถ่ายรูป ลากทุกๆคนลงไปถ่ายรูปก่อน ไม่อยากรอขากลับ กลัวว่าภาพแบบนี้จะหายไปตามกาลเวลา หลังจากถ่ายรูปเสร็จ (และถูกทุกๆคนด่า) พวกเราก็เริ่มขี่เสือออกเดินทางกันต่อ

ปั่นจักรยานไปสวิสฯ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไกลอะไรอย่างที่ใครๆคิด เราใช้เวลากันประมาณ สิบนาที สิบนาทีจริงๆ ใกล้มาก เหมือนที่เราบอกในตอนแรก ใครมาเที่ยว Konstanz ต้องระวัง อาจจะเดินเลยไปฝั่งสวิสฯเอาง่ายๆ ตอนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสวิสฯ เราสามคนลงจูงเสือข้ามประเทศ ไม่มีใครมาขอดู Passport ด้วยซ้ำ เหอ เหอ ปั่นๆกันไป อืม มันก็เหมือนเยอรมันนี่หว่า (แต่Konstanz ก็ไม่เหมือน Munich เท่าไหร่)

ในสวิสฯ วันจันทร์นี้ซึ่งเป็นวันหยุด เมืองก็เงียบมาก เงียบเหมือนเมืองร้าง ต่างกับที่ Konstanz ที่ยังพอจะเห็นผู้คนเดือนไปมากันพลุกพล่าน พวกเราก็ปั่นๆจักรยาน ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ทำอะไรจริงๆ ปั่นจักรยานไปนั่งแล้วก็นั่งคุยกันในสวนสารธารณะ ปั่นจักรยานกลับ จบ กลับมิวนิค

จบกันง่ายๆอย่างนี้แหละ

แต่ที่ไม่จบง่ายๆคือเรื่องตั๋วขากลับ พวกเราซึ่งคาดหวังว่าจะซื้อตั๋วสุดสัปดาห์ (Schönes-Wochenende) ต้องมาเจอปัญหา เนื่องจากพวกเราลืมนึกไปว่า วันจันทร์ไม่ใช่สุดสัปดาห์ เราก็เลยต้องซื้อตั๋วแพงขึ้นกว่าเดิมไปตามระเบียบ แถมขากลับคนเยอะมาก เราเองเกือบขึ้นรถไม่ทัน เข้าไปได้แต่ล้อหน้าจักรยาน เฮ้อ.. คนเยอะจริงๆ เยอะขนาดที่จะยืนยังไม่มี ยืนคร่อมจักรยานกันไปอย่างนี้ มาถึง Munich ฝนตกอีก ปั่นจักรยานฝ่าฝนกลับบ้าน ทรมานชิบ

ทริปนี้ สนุกมาก ถึงขอกลับจะทุลักทุเล แต่เพื่อนร่วมทริปและเจ้าบ้านน่ารัก หวังว่าโอกาสหน้าจะได้ไปเที่ยวกันอีกนะ..

ขอไปเราไปตามเส้นทางของหัวใจ จะไปไหนมาไหนก็สะดวกและสนุกไปหมด
แต่ขากลับเราย้อนทางหัวใจมา อะไรๆก็ทุลักทุเล แย่จริงๆ



หนุ่มสาวเขมร กับตู้โทรศัพท์ในสวิสฯ ยืนยันว่าพวกเราไปถึงที่นั่จริงๆ



หนุ่มสาวเขมรในสวนสาธารณะแห่งนึงของสวิสฯ



ต้นไม้สวิสฯแห้ง



มัน-เธอ-เรา ในเยอรมัน



จากร้านไอศครีม



เด็กน้อยริมทะเล(สาบ)



ถึงขากลับจะทุลักทุเล เราก็ยังมีอารมณ์หยิบกล้องมาถ่ายรูปอีกนะ



ขอบคุณเป๋งที่มาเป็นร่วมเดินทางดีๆ
ขอบคุณน้องอีฟสำหรับที่พักและความสะดวกนาๆ
ขอบคุณน้องสร้อยที่มาแจมกับเรา
ขอบคุณโลก ขอบคุณเวลา ขอบคุณทุกๆคนที่ตามอ่านตามดูมาจนจบ


บอมบ์

Wednesday, April 06, 2005

ท่องเที่ยว: ปั่นจักรยาน Konstanz-Mainau-Swiss (ตอนที่ ๒)

ไม่เล่าเหมือนหนังไทย ความเดิมจากตอนที่แล้ว ตามอ่านกันเองเน้อ ตอนที่ ๑



วันที่สองของเราใน Konstanz มีเป้าหมายหลังที่ปั่นจักรยานระยะสั้นไปเที่ยวเกาะ Mainau (ไมเนา) เกาะไมเนาเป็นอีกเกาะนึงที่อยู่ในทะเลสาบใหญ่ชื่อดัง Bodensee (โบเดนเซ.. ออกเสียงว่าเซ ไม่ใช่ซี) Bodensee ใหญ่ขนาดติดสามประเทศ เยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ แล้วก็ ออสเตรีย ถ้ามาเที่ยวโซนๆนี้ต้องระวัง อาจจะเดินข้ามเขตแดนประเทศได้โดยไม่รู้ตัว (หากคุณเซ่อซ่ามากพอ) เพื่อเพิ่มอรรถรส แนะนำให้ดู รูปประกอบ และ ถ้าสงสัยว่าติดเขตแดนประเทศไหนยังไงก็ รูปนี้ เลย

ข้อมูลทางภูมิศาสตร์มากพอแล้ว ต่อไปมาเป็นเหตุการณ์จริงบ้าง วันที่สองเราเหนื่อยที่สุด ง่วงด้วย เนื่องจากคืนก่อนหน้า เรานั่งดื่มกันจนดึกจนดื่น แถมตอนเช้า ด้วยความที่ปากพล่อยรับปากเพื่อนไว้ว่าจะตื่นมาทำข้าวมันไก่ให้กิน แล้วข้าวมันไก่เจ้ากรรมก็ดัน ทำง่ายแต่ใช่เวลานาน เราเลยต้องมารับกรรมปากตั้งแต่ตีห้า ตื่นมาต้มไก่หุงข้าวให้เพื่อนๆกิน ตอนกินไม่มีใครกล้าบ่นเลยว่าไม่อร่อย ไม่รู้ว่าข้าวมันไก่อร่อยหรือว่ากลัวบังตอสับหัว มื้อเช้าวันนี้ มีเพื่อนใหม่เด็กน้อยวัยเดียวกับเราอยู่ ม.ห้า น้องสร้อย ซึ่งเพื่อนๆเราแต่ละคนก็ปากใช้ได้ เจอน้องตอนเช้า เรียกน้องเค้าว่า น้องสร้อยเหม็น น้องเลยแปลงหน้ากลายเป็นบั้นท้ายไปทั้งวัน

หลังจากจัดการข้าวมันไก่ที่มีกระเพราะหมูสับมาแจม เด็กเขมรที่แสนอ้วนพลีทั้งสี่ตัวก็เริ่มขยับก้นไปทับหลังเสือ บางตัวก็เสือภูเขา บางตัวก็เหมือนแมวป่วย ปั่นขึ้นเนินลงเนิน คลำทางทะลุกทุเลกันไปซักพัก หยุดถ่ายรูป(ข้างบน)หนึ่งครั้ง เราก็พากันมาถึงเกาะ Mainau จนได้ ทางก่อนถึงเกาะเนี่ยสวยจริงๆ นี่ขนาดพึ่งเริ่มฤดูใบไม้ผลินะ ถ้าเป็นช่วงที่ดีที่สุดอย่างหน้าร้อนหรือหน้าใบไม้ร่วง คงจะสวยกว่านี้เยอะ

เกาะ Mainau เป็นเกาะเอกชน ต้องเสียค่าเข้าเกาะด้วย เราเองไม่ได้เป็นนักเรียนเลยเสียแพงหน่อย แต่ด้วยสมองขุ่นๆของเพื่อน เราก็ซื้อตั๋วได้ในราคานักเรียน คนตรวจตั๋วก็ไม่ดูเล้ยย เอ๊ะ หรือว่าเราจะหน้าหวานเหมือนผู้หญิงไปแล้ว ตรวจตั๋วกันเรียบร้อยก็เดินเข้าเกาะ ชมวิวกันไปเรื่อย เหลียวซ้ายแลขวา ฝูงหอยทาก เดินนำไปสิบเมตร เดินกันช้าจริงๆ เมื่อไม่อยากเดิน ก็เลยหาเรื่องนั่งจิบเบียร์กัน ยังเดินไม่ถึงเสี้ยวของเกาะเลย ของเมื่อวานก็ยังไม่สร่าง แต่เอาก็เอา สงเคราะห์นั่งกินเป็นเพื่อนพวกมันซะหน่อย กินเบียร์ไปก็เริ่มระราน ฝูงนกฝูงกาแถวนั้นกลายเป็นเครื่องเล่นของพวกเราไปโดยไม่สมัครใจ



พักสายตาด้วยเป็ดพะโล้หนึ่งตัว


เดินๆๆๆๆ เดินกันทั่วเกาะ หลังๆเราเริ่มเดินกันเร็วขึ้น เริ่มจาก speed หอยทาก ข้ามไปจนเป็นสปีดเสือชีตาร์ ทำไมเค้าไม่ทำห้องน้ำใกล้ๆนะ เฮ้อ แย่จริงๆ ในเกาะมีเรือนกล้วยไม้ มีสวนผีเสื้อ สำหรับคนไทยอย่างเราดูแล้วไม่รู้สึกว่ามันแปลกหรือน่าตื่นเต้นตรงไหน แต่ก็ชอบที่เค้าจัดอะไรๆเป็นระบบดีมาก ผีเสื้อสำหรับฝรั่งแล้ว ถือเป็นของหายาก เค้าจัดกันเป็นระบบ มีผีเสื้อหลากหลายแบบอยู่ในเรือนเลี้ยงน่าดูชมนัก

วันนี้เป็นทริปเดินอีกวัน เดินกันจนสาวๆสองคนขาลาก แหม ยังสาวอยู่แท้ๆทำมาเหนื่อย แต่ก็เดินกันทั่วเกาะ แล้วก็ปั่นจักรยานกันกลับบ้าน ขากลับเนี่ยสุดยอดเลย เพราะตอนขามาเราลงเนินชันๆมาตลอด ขากลับก็ต้องรับกรรม ปั่นขึ้นเนิน ทุกคนพบว่าเสือไม่เหมาะกับทางชัน เลยลงจากหลังมาจูงขึ้นเขากันหมด ถึงบ้าน นอนแผ่ ซักพักก็เอากลับข้าวเหลือๆมากอุ่นกินกันตายกันไปอีกหนึ่งมื้อ

เย็นๆน้องอ้วนไปทำงานแล้ว เรากับเป๋งจิบเบียร์คุยกันไปซักพัก แล้วก็หลับไปด้วยความเหนื่อยๆ ตื่นมาอีกทีก็สี่ทุ่มเข้าไปแล้ว เดินชมเมืองยามค่ำคืนกับเค้าบ้าง น่าเสียดายแต่ว่า เมืองสวยๆตอนกลางวันไม่ค่อยจะสวยตอนกลางคืน ไม่เหมือนที่ Dresden ที่กลางคืนสวยกว่ากลางวันซะอีก แต่ก็เอา เดินตะลอนๆกันไปสองคน แวะถ่ายรูปตลอดทาง หลงไปตรงนู่นตรงนี้ สุดท้ายก็มาเจอนัดเจอเพื่อนๆกันร้านเหล้าตามเดิม..

คืนนี้หลับไปด้วยแรงฤทธิ์แอลกอฮอล์และความเหนื่อยโดยแท้เชียว แต่ก็สนุกดี เกาะ Mainau เป็นเกาะที่สมบูรณ์จริงๆ น่าเสียดายที่หน้าร้อนน่าจะสวยกว่านี้ แต่ก็นะ ขนาดนี่ยังไม่ถึงช่วงร้อนแรง ยังมีรถบัสมาลงจอดกันเต็มลานเชียวล่ะ..

จะแปดโมงแล้ว ได้เวลาไปทำงาน ถ้ายังไม่เบื่อก็มาต่อตอนจบกันอีกที


ระหว่างทางไปเกาะ Mainau เรากับเด็กเขมรอีกสองคน



วันนี้ฟ้าไม่เปิดเลย มุมจากเกาะมองไปเห็นแผ่นดินลางๆ



เรือข้ามฝากก็เป็นแค่ภาพลางๆ



แวะเด็ดดอกไม้ริมทางซักนิด



ต้นไม้ใหญ่ๆ น่าดูชมจริงๆ วันนี้ถึงอากาศจะไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่แย่ขนาดที่ไม่เหมาะสำหรับเดินเล่น



ตอนเป็นต้นไม้ใหญ่ก็ให้ร่มเงา เมื่อถูกล้มลงมาก็เป็นที่พักอาศัยของแมลงหลายๆชนิด รวมทั้งเป็นมุมให้เด็กๆเขมรมาถ่ายรูปด้วย



บริเวณมหาชน มุมน้องหมา



อะไรซักอย่าง



คนตัวใหญ่ น่าเสียดายแต่ว่าดอกไม้ยังบานไม่เต็มที่ แต่ก็เอาเถอะ ที่ตรงนี้ เราได้รู้ว่าเรากับเพื่อนเราเป็นคนๆละรุ่นกัน (มันนึกถึงคนแคระในนิทานอะไรซักเรื่องที่เราไม่รู้จัก)



ส่องกล้องดูเมืองกันหน่อย แถวๆนั้นแหละเมือง



เจ๊ผู้ช่วยเมือง สองมือถือผู้ชายโป๊อยู่



เจ๊แกใส่กระโปรงผ่าถึงกางเกงใน กลัวจะอุจาต เอาเป็นมุมด้านหลังก็พอ



ปิดท้ายกันด้วยรูปรถด่วนจาก สวิสฯ ถ้าเป็นของเยอรมันจะสีขาวและเขียนว่า ICE ตัวควายๆ ส่วนของไทยก็จะมีสนิมเกาะเยอะๆหน่อย

Monday, April 04, 2005

เสี่ยวเยอรมัน วันละคำ: Ich liebe dir?

ถ้าจะบอกว่า ผมรักคุณ ในภาษาเยอรมันก็ Ich liebe dich ตรงๆได้เลย
แต่แบบฉบับของเราต้องเพิ่มความลงไปนิด เพื่อเพิ่มรสชาติชีวิตรักให้กับเค้าเช่น

Ich liebe Dir. Ich liebe Dich.
(ผมรักเธอ ผมรักคุณ)

Wie man das schreibt, dass weiß ich nicht.
(ประโยคนี้เค้าสะกดกันยังไง ผมไม่แน่ใจ)

Ist die Grammatik auch nicht richtig.
(แกรมม่าแกรมมั่ว ไม่รู้จะถูกหรือเปล่า)

Ich liebe Dir und das ist wichtig.
(ผมรักคุณ และนั่นคือสิ่งสำคัญ)


สั้นๆแต่ได้ระดับความเสี่ยวไปไม่น้อย

Friday, April 01, 2005

แต่งงานกลับไปอยู่เมืองไทย

อยู่เยอรมันมาปีกว่า พูดเยอรมันคล่ิองปร๋อ ล่าสุดแฟนเราก็ใกล้จะคลอดแล้ว เราอยากให้ลูกเราไปโตที่เมืองไทย คิดว่าจะเลิกสัญญาแล้วก็กลับเมืองไทยหลังจากที่หมออนุญาต และก็คงเลิกทำงานด้านคอมพ์แล้ว ว่าจะกลับบ้านนอกกลับไปเลี้ยงกุ้ง อยากให้ลูกเราไม่ขาวมาก ส่วนเรื่องวันเดินทางแน่นอน ยังบอกไม่ได้ เราเองก็ยังไม่แน่ใจ แต่คงไม่นานนี้หรอก ส่วนแฟนเราก็คงจะไปด้วยกัน คิดว่าจะจดทะเบียนก่อนกลับเมืองไทย เพราะถ้าเราเปลี่ยนใจอยู่ที่เยอรมันก็จะมีสิทธิ์ได้ Citizen ด้วย ถ้าอยากเห็นหน้่าแฟนเรา ไม่ต้องห่วงหรอก ได้เจอกันแน่ๆ ไม่สวยแต่น่ารัก

ต้องไปทำงานต่อแล้ว จะได้เสร็จๆจบๆ กลับเมืองไทยได้อย่างสบายใจซะที

Enjoy April Fool Day na krub...