Stop the habit of wishful thinking
and start the habit of thoughtful wishes.


Monday, December 11, 2006

ความรักไม่ต้องการคำขอบคุณ

Thursday, December 07, 2006

มาราธอนแรก

มาราธอนแรกของข้าพเจ้าได้ผ่านพ้นไปในเวลาประมาณเจ็ดโมงเช้าของวันที่ ๒๖ พ.ย. ปี ๔๙ นี้เอง มาราธอนครั้งนี้ทิ้งร่องรอยความรู้สึกชนิดหนึ่งไว้กับข้าพเจ้า จนข้าพเจ้าไม่อาจจะทนแรงรบเร้าของความรู้สึกนั้นได้ต่อไป และต้องลุกจากเตียงนอน วางนิยายเล่มโปรดมาเขียนเล่าประสบการณ์ของข้าพเจ้าในมาราธอนครั้งนี้

กรุงเทพมาราธอนนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมเดินวิ่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีการแข่งขันอยู่สี่ประเภท แบ่งเป็น มาราธอน ควอเตอร์มาราธอน เดินวิ่งระยะสั้น และวีลแชร์ ข้าพเจ้าไม่อาจรู้ถึงความรู้สึกของนักวิ่งนักกีฬาที่เข้าร่วมกิจกรรมในประเภทอื่นได้ แต่ข้าพเจ้าเข้าใจความรู้สึกของคนที่ร่วมกิจกรรมมาราธอนหลายๆคนได้ดี ระยะทางจากบริเวณสนามหลวงผ่านสะพานพระปิ่นเกล้า เริ่มต้นยามสองนาฬิกา เวลาที่คนปกติคงจะหลับไหลอย่างเป็นสุขบนเตียงนอน เวลาที่ข้าพออกวิ่งไปช้าๆบนถนนยกระดับ เส้นทางช่วงแรกนี้พวกเราวิ่งถึงพุทธมณฑลสายสอง ข้าพเจ้าวิ่งในระยะสิบกว่ากิโลแรกนี้ด้วยความอดทนเป็นอย่างมากต่อแรงกระตุ้นของเส้นทางที่มองตรงไปจนสุดลูกตา คำว่าสุดลูกตาหมายถึงเราไม่เห็นอาจเห็นปลายทางซึ่งพวกเราต้องกลับตัววิ่งกลับมาตามเส้นทางเก่าที่เราวิ่งไป ระยะนี้ข้าพเจ้ายังแรงดีนัก แต่ก็ไม่บังอาจหักโหม ตรงกันข้าม ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการซ้อมว่าหากข้าพเจ้าหักโหมไป มาราธอนแรกของข้าพเจ้าคงจบแค่ระยะไม่เกินสามสิบกิโลเป็นแน่แท้

ผ่านจากจุดกลับตัวบริเวณพุทธมณฑลสายสองไป ข้าพเจ้าเริ่มวิ่งด้วยความกังวล ข้าพเจ้าสงสัยว่าข้าพเจ้าวิ่งเร็วเกินไป ถึงแรงข้าพเจ้ายังดีอยู่ แต่ระยะอีกยี่สิบห้ากิโลที่รออยู่ก็มากเสียจนข้าพเจ้าเริ่มท้อ ยังไงก็ตาม ข้าพเจ้าวิ่งต่อไปเรื่อยๆ หยุดแวะพักหนึ่งนาทีทุกจุดให้น้ำซึ่งมีอยู่เป็นระยะๆไปตลอดทุกๆสองกิโลเมตร

ข้าพเจ้าผ่านช่วงกลางของมาราธอนมาได้แล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของมาราธอน ข้าพเจ้าไม่ทราบได้ว่าท่านที่เป็นนักวิ่งจะจัดระยะของมาราธอนไว้อย่างไร แต่สำหรับข้าพเจ้าระยะสุดท้ายของข้าพเจ้าคือบริเวณทางขึ้นสะพานพระรามแปด และถ้าความทรงจำของข้าพเจ้าไม่ผิดพลาด น่าจะเป็นบริเวณกิโลเมตรที่สามสิบ ณ บริเวณกิโลเมตรที่สามสิบนี้เอง กล้ามเนื้อบริเวณน่องซ้ายของข้าพเจ้าเริ่มส่งสัญญาณไม่ดี ข้าพเจ้ารู้ในทันทีว่าร่างกายของข้าพเจ้าเริ่มมีปัญหา ยังไงก็ตามข้าพเจ้ายังวิ่งต่อไปเรื่อยๆ หลังจากระยะนี้ไป จุดให้น้ำแต่ละจุดช่างดูห่างไกล ขาด้านซ้ายของข้าพเจ้าเริ่มไม่เชื่อฟังข้าพเจ้าแล้ว จุดให้น้ำอีกจุดนึงผ่านไป ขาด้านซ้ายของข้าพเจ้าเจ็บมาก อย่าว่าแต่วิ่งเลย แม้จะเดินหรือหยุดยืนเฉยๆก็ทรมานไม่น้อย ร่างกายของข้าพเจ้าไม่เชื่อฟังข้าพเจ้าแล้ว ทุกส่วนของร่างกายข้าพเจ้าร้าวไปหมด หนังบริเวณวงแขนสีกับแขนเสื้อกล้ามจนถลอก (เสื้อกล้ามที่ข้าพเจ้าเคยนึกว่าเป็นของชั้นดี) ขาด้านขวาสั่น ขาด้านซ้ายขยับเองไม่ได้ง่ายๆอีกต่อไป อย่าว่าแต่ขาเลย แม้แต่กล้ามเนื้อแขนสองข้างก็เหนื่อยล้าไม่แพ้กัน

ณ บริเวณนี้ที่ความตั้งใจของข้าพเจ้ากำลังจะพังทลาย ร่างกายของข้าพเจ้ากำลังจะตายให้ได้ ข้าพเจ้ากำลังจะล้มเลิก ระยะที่เหลืออยู่ไกลเกินกว่าร่างกายของข้าพเจ้าจะทำมันสำเร็จลงได้ ปลายทางช่างไกลเหลือเกิน ช่วงเวลานี้เอง มีสิ่งหนึ่งผ่านมาในห้วงความคิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าออกซ้อมวิ่งทุกวันด้วยความมุ่งมั่น ข้าพเจ้ายอมเสียเวลาและอะไรอีกหลายอย่างเพื่อให้ร่างกายข้าพเจ้าพร้อมที่สุดสำหรับมาราธอนก็เพราะความมุ่งมั่นอันนี้ และความมุ่งมั่นเดียวกันนี้เองที่ผ่านเข้ามาในจังหวะความคิดของข้าพเจ้า สิ่งนี้ทำให้ข้าพเจ้าไม่หยุดอยู่กับที่ ข้าพเจ้าค่อยๆก้าวขาอีกครั้ง จากเดินช้าๆซักพัก และเร็วขึ้นเป็นขั้นๆไป ข้าพเจ้าไม่อาจทราบได้ว่าเพราะเหตุใดข้าพเจ้าจึงกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง หลังจากระยะสามสิบห้ากิโลเมตรนี้ไป ร่างกายข้าพเจ้าแม้จะปวดร้าวก็ยังขยับไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่าข้าพเจ้ากำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง ความอดทนทั้งหมดของข้าพเจ้าถูกใช้ จิตใจและความมุ่นมั่นของข้าพเจ้าสั่งให้ข้าพเจ้าไม่หยุดวิ่ง

ข้าพเจ้าลากสังขารข้าพเจ้าทุกส่วนเข้าเส้นชัยอันหมายถึงความสำเร็จของข้าพเจ้าในมาราธอนครั้งแรกนี้ในลำดับที่เก้าร้อยยี่สิบห้า และนี่คือมาราธอนแรกของข้าพเจ้า